มนุษย์ สัตว์ หรือพืชพรรณ ล้วนต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและบาดเจ็บ สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บมีมากมาย บางอย่างวิทยาศาสตร์สามารถรักษาได้ แต่หลายครั้งก็ไม่สามารถรักษาได้ นี่จะพาสำรวจมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และความเชื่อ รวมถึงบทบาทของจิตใจและแนวคิดเรื่อง “กรรม”
โรคภัยไข้เจ็บและ “กรรม”
ในหลายความเชื่อ โดยเฉพาะพุทธศาสนา มีแนวคิดเรื่อง “กรรม” ซึ่งหมายถึงการกระทำทั้งดีและร้ายที่ส่งผลต่อชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีกรรมติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งกำหนดวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปตามกรรมที่สร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลายในแต่ละภพชาติที่กำเนิด แม้โดยปกติเราจะจำเรื่องราวในชาติภพที่ผ่านมาไม่ได้ แต่กรรมยังคงส่งผลต่อเนื่อง
เจ้ากรรมนายเวร: ผู้ทวงคืนความยุติธรรม
แนวคิดเรื่อง “เจ้ากรรมนายเวร” เป็นสิ่งที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้าง เจ้ากรรมนายเวรคือผู้ที่เราเคยสร้างความโกรธแค้นให้เขา ไม่ว่าจะด้วยการกระทำใด ๆ ซึ่งเมื่อพวกเขาโกรธแค้น ก็จะจ้องหาทางเอาคืน ไม่ว่าจะในขณะที่มีชีวิตอยู่หรือแม้กระทั่งเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว การเอาคืนนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะสาแก่ใจ
เจ้ากรรมนายเวรไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบของวิญญาณเท่านั้น แต่อาจมาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิต เช่น คนในครอบครัว หรือแม้แต่สัตว์ การที่เจ้ากรรมนายเวรมาในรูปแบบสิ่งมีชีวิตนั้นเข้าใจได้ง่าย เพราะผลลัพธ์จะเกิดขึ้นซึ่งหน้าและไม่ซับซ้อน แต่หากเจ้ากรรมนายเวรเป็นวิญญาณ การเอาคืนอาจมีรูปแบบที่หลากหลายและเหนือธรรมชาติ ซึ่งวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจจับหรือแก้ไขได้ นี่จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า โรคบางโรคที่วิทยาศาสตร์รักษาไม่หาย อาจมีสาเหตุมาจากเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นวิญญาณ หรือเป็นโรคเวร โรคกรรม
วิทยาศาสตร์การแพทย์.. ความซับซ้อนที่ยังไม่ถูกไข
ร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่ละคนก็มีความแตกต่างเฉพาะตัว ทำให้บางครั้งการค้นหาสาเหตุของโรคด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก บางครั้งอาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่อาการจะปรากฏชัดเจน หรือบางทีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นั้นมีพร้อม แต่ผู้ป่วยยังไม่พบผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการนำความรู้นั้นมาใช้รักษา
หากมองว่าความเจ็บป่วยยังไม่ถึงเวลาตรวจพบ หรือยังไม่เจอผู้ที่สามารถรักษาได้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวรโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากพบเจอผู้ที่มีความสามารถพิเศษในการสื่อสารหรือมองเห็นวิญญาณมาอธิบาย พวกเขามักอาจจะเชื่อมโยงอาการเจ็บป่วยเข้ากับเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งในระยะแรกอาจขัดแย้งกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่สุดท้ายแล้ว เส้นทางของทั้งสองความเชื่อก็อาจมาบรรจบกันผ่านกระบวนการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการเจ็บป่วยทางร่างกาย
“ผีบังตา” และการรอคอย
ในบางกรณีของอาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถค้นหาสาเหตุได้ แพทย์ตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ในทางความเชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวร จะมีการอธิบายว่านี่เป็นเพราะ “ยังไม่ถึงเวลา” ที่เจ้ากรรมนายเวรจะปล่อยให้เห็นอาการ ผู้ที่กำลังรับกรรมจะต้องทนทุกข์ทรมานโดยไม่มีใครสามารถช่วยเหลือหรือรักษาได้
ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถระงับกรรมที่พุทธศาสนิกชนได้สร้างไว้ ดังนั้นผู้ที่ประสบกับภาวะ “ผีบังตา” หรือเจ้ากรรมนายเวรยังไม่ยอมปล่อย จึงต้องรอจนกว่าฝ่ายนั้นจะพอใจและปล่อยให้อาการที่ถูกปกปิดนั้นปรากฏขึ้น จึงจะสามารถเริ่มต้นการรักษาได้ หรือบางครั้งอาจจะไม่ยอมปล่อย จนกว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะดับสูญไป
“แก้กรรม” เป็นไปได้หรือไม่?
แนวคิดเรื่อง “แก้กรรม” เป็นสิ่งที่ซับซ้อน เพราะกรรมนั้นเปรียบเสมือนการที่เราทำให้ใครบางคนโกรธแค้น ไม่ว่าเราจะขอโทษ หรือทำอะไรเพื่อชดเชย หากฝ่ายที่โกรธเราไม่ให้อภัย ความโกรธนั้นก็ไม่มีวันหายไป ดังนั้น จึงไม่มีพิธีกรรมใด ๆ ที่สามารถ “แก้กรรม” ได้อย่างสมบูรณ์ทันที
อย่างไรก็ตาม การ “แก้กรรม” ที่ง่ายที่สุดและได้ผลที่สุด คือการที่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม และไม่สร้างกรรมที่ทำให้ใครเดือดร้อนอีก เมื่อเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่โกรธแค้นเราเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว พวกเขา “อาจ” จะให้อภัยเราในที่สุด เหลือไว้เพียงกรรมที่เป็นเหมือนรหัสพันธุกรรมที่ยังคงทำงานต่อไป เมื่อถึงจุดนั้น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถตรวจพบอาการเจ็บป่วยได้ และการจะรักษาได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ากรรมที่ทำมานั้นหนักหนาเพียงใด
พลังของสภาพจิตใจ
คำกล่าวที่ว่าผู้ป่วยสามารถอยู่ได้ด้วยกำลังใจนั้นเป็นเรื่องจริง คนที่เชื่อว่าตัวเองยังป่วย คิดว่ามีสิ่งผิดปกติในร่างกาย หรือมีอะไรมาแฝงอยู่ ก็จะแสดงอาการเหล่านั้นออกมา ทั้งที่จริงอาจไม่มีอะไรแบบนั้นเลย อาการเหล่านี้เรียกว่า “ป่วยใจ”
จิตใจของมนุษย์นั้นลึกซึ้งและยากแท้หยั่งถึง จิตมีอำนาจมหาศาลต่อบุคคล จิตสั่งให้ป่วยก็ป่วย จิตสั่งให้สู้ก็สู้ จิตใจเปรียบเสมือนน้ำ หากไม่ประคองไว้ก็มีแต่จะไหลลงต่ำ ดังนั้น นอกจากการรักษาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว การรักษาสภาพจิตใจก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
บทบาทของศาสนาและสติ
ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนิกชนหรือผู้นับถือศาสนาใด ๆ การมีศาสนาเพียงเพื่อประดับไว้บนบัตรประชาชนนั้นไม่เพียงพอ เราควรระลึกถึงคำสั่งสอนของศาสดาของแต่ละศาสนา และปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ ให้เป็นปกติของชีวิต การทำเช่นนี้จะช่วยให้เป็นปกติสุข และได้รับผลของกรรมที่ทำมาในรูปแบบที่สามารถรับมือได้ หรือแก้ไขได้ ราบรื่นและไปตามปกติจนสิ้นอายุขัย
หลักธรรมในพุทธศาสนานั้นเรียบง่าย คือ “ทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์” หรือที่เราคุ้นเคยกันในเรื่อง “ศีล 5” การปฏิบัติตามนี้ก็ถือว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว
การใช้ชีวิตโดยมี สติ ตลอดเวลา รู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันความคิด และควบคุมมันให้อยู่ในร่องในรอย จะช่วยให้เราไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหา ขอให้ใช้ ปัญญา ในการแก้ไขและก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปได้