หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน “คาเฟ่ต์” หรือ “คาเฟ่” ในความเข้าใจของคนไทย ไม่ได้มีภาพของร้านกาแฟตกแต่งมินิมอล เสิร์ฟลาเต้อาร์ตถ้วยละร้อยกว่าบาท เหมือนที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ คาเฟ่ต์ในยุคนั้นคือสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา แสงสีเสียง และกลิ่นอายของความสนุกสนาน ที่ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง แต่เปิดต้อนรับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวที่พาลูกหลานมานั่งฟังเพลงสด ๆ หรือหัวเราะให้กับมุกตลกที่ยิงกันรัว ๆ บนเวที
คาเฟ่ต์ในอดีตมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บ้างก็โด่งดังเพราะนักร้องเสียงดี บ้างก็ขึ้นชื่อเรื่องตลกคาเฟ่ต์ที่ขายมุกกันไฟแลบ และแน่นอนว่าอาหารและเครื่องดื่มหลักคือเหล้า เบียร์ กับแกล้มรสจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมกับความบันเทิงที่ไม่มีวันลืม
คาเฟ่ต์ที่โด่งดังในอดีต
หนึ่งในตำนานที่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ ดาราคาเฟ่ต์ และ วิลล่าคาเฟ่ต์ สองสถานที่ซึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของความบันเทิงระดับแถวหน้าของเมืองไทย ภายใต้การบริหารของ บุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองเห็นโอกาสของคาเฟ่ต์ในฐานะพื้นที่ศิลปะ บันเทิง และธุรกิจไปพร้อมกัน เขาไม่เพียงแต่สร้างเวทีให้กับนักร้อง ตลก หรือศิลปินหน้าใหม่ แต่ยังปั้นให้สถานที่ของเขากลายเป็นแหล่งรวม “อาเสี่ย” และนักธุรกิจผู้มีเงินถุงเงินถังที่อยากจะใช้เวลาในยามค่ำคืนอย่างมีสีสัน
คู่แข่งสำคัญของเขาในยุคนั้น คือ สมยศ สุทธางกูล เจ้าของ พระราม 9 พลาซ่า ที่โด่งดังไม่แพ้กัน พระราม 9 พลาซ่า เป็นเหมือนมหานครขนาดย่อมที่มีทั้งคาเฟ่ต์ ร้านอาหาร และความบันเทิงครบวงจร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีสองยักษ์ใหญ่ในวงการอยู่ในตลาดเดียวกัน ความขัดแย้งก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
ความบาดหมางระหว่างบุญเลี้ยงกับสมยศไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ลุกลามไปถึงการแย่งตัวศิลปิน การเปิดร้านในทำเลซ้อนกัน และการตอบโต้กันผ่านสื่อ ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย จนท้ายที่สุด… ความขัดแย้งก็กลายเป็นชนวนที่นำไปสู่จุดจบของทั้งคู่ ทั้งในเชิงธุรกิจ และในชีวิตจริง
บุญเลี้ยงเสียชีวิตลงในขณะที่ธุรกิจของเขากำลังถดถอย และสมยศเองก็มีจุดจบในแบบที่ชวนเศร้าไม่ต่างกัน คาเฟ่ต์ที่เคยเป็นสถานที่รวมความคึกคัก กลับค่อย ๆ เงียบลง เหมือนบทเพลงที่จบโดยไม่มี encore
คาเฟ่ต์ที่โด่งดังในอดีต ยังมีอีกหลายเจ้า เช่น กรุงธนคอมเพล็กซ์ ธนบุรีพลาซ่า ที่ดังไม่แพ้กัน
กระแสของความบันเทิงแบบเดิมเริ่มถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ๆ คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าการดื่มเหล้าและฟังเพลงสดคือความหรูหราอีกต่อไป บวกกับความรุ่งเรืองของอาเสี่ยในอดีตที่ถมเงินให้นักร้อง เสียเป็นแสน แขนไม่ได้จับ มันหมดสิ้นลงแล้ว คาเฟ่ต์แบบเดิม ๆ จึงกลายเป็นเพียงความทรงจำในยุค 80s และ 90s ที่ไม่อาจหวนคืน
คาเฟ่ต์ในปัจจุบัน
คาเฟ่ต์ในปัจจุบัน กลายร่างเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดีที่เปิดตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนทำงาน นักเรียน นักท่องเที่ยว และผู้เสพศิลปะ ทั้งที่มาเพื่อถ่ายรูป มานั่งทำงาน หรือพูดคุยธุรกิจ คาเฟ่ต์ยุคใหม่ไม่ได้เน้นความบันเทิงแบบเสียงดัง แต่เน้นความเงียบสงบ และความ aesthetic ของสถานที่
บางแห่งเน้นกาแฟดริป บางแห่งขายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บางแห่งมีเมนูขนมหวานแสนสวยเสิร์ฟพร้อมดอกไม้กินได้ และบางแห่งกลายเป็น “คาเฟ่ต์สัตว์” ที่ให้เราได้จิบกาแฟท่ามกลางหมา แมว อัลปาก้า หรือกระต่ายน้อยที่วิ่งไปมาอย่างน่าเอ็นดู
คำเดียวกัน แต่คนละความหมาย
จากเสียงตลกบนเวที สู่เสียงคลิกของกล้องมือถือ
จากโต๊ะเหล้าของอาเสี่ย สู่โต๊ะทำงานของฟรีแลนซ์
จากค่ำคืนที่คึกคัก สู่บ่ายวันหยุดที่เงียบสงบ
ภาพของคาเฟ่ต์ในอดีตอาจกลายเป็นเรื่องเล่าที่อยู่ในความทรงจำของคนรุ่นพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกัน คาเฟ่ต์ในปัจจุบันก็กลายเป็นพื้นที่แห่งใหม่ที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความฝันของคนรุ่นใหม่
บางที… นี่อาจไม่ใช่ “การล่มสลาย” แต่คือ “การเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา
และแม้ดาราคาเฟ่ต์ วิลล่าคาเฟ่ต์ หรือพระราม 9 พลาซ่า จะไม่มีอยู่บนแผนที่อีกต่อไป แต่กลิ่นอายของพวกเขา… ก็ยังคงลอยอวลอยู่ในประวัติศาสตร์คาเฟ่ต์ไทยอย่างไม่มีวันเลือนหาย