ในประเทศไทยมีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ให้บริการอยู่หลายเจ้า แต่ที่ทำตลาดอย่างหนักหน่วงปัจจุบันก็เหลือแค่ AIS กับ True Move เหมือนทุกวันนี้ตัวเลือกของผู้ให้บริการเหลือน้อยลงนะ และทำให้ผู้ใช้ค่อนข้างอึดอัด หนีไป หนีมา เหมือนพายเรือในอ่างน้ำ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้น การให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยมีความเป็นมาอย่างไร จะสรุปแบบย่อ ๆ ให้ฟัง
ยุคบุกเบิก: อนาล็อก 1G (ปลายยุค 1980s–1990s)
ยุคแรกของโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเริ่มต้นในปลายทศวรรษ 2520 ซึ่งขณะนั้นถือเป็นเทคโนโลยีระดับ “อภิสิทธิ์ชน” ทั้งในด้านราคาเครื่องและค่าบริการรายเดือน ระบบที่ใช้คือ 1G (First Generation) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอนาล็อก ไม่มีระบบส่งข้อมูล ใช้ได้เฉพาะการโทรเข้า–โทรออก และคุณภาพเสียงไม่ดีนัก รวมถึงไม่มีระบบความปลอดภัยจากการดักฟัง
ในช่วงปี 2529 การสื่อสารแห่งประเทศไทย (TOT) เริ่มให้บริการระบบ NMT (Nordic Mobile Telephone) ที่คลื่น 470 MHz และในปีถัดมา CAT Telecom ก็เริ่มให้บริการระบบ AMPS (Advanced Mobile Phone System) ที่คลื่น 800 MHz บริการโทรศัพท์มือถือยุคนั้นมีราคาค่าเครื่องหลายหมื่นบาท และค่ารายเดือนประมาณ 500–1,000 บาท ทำให้กลุ่มผู้ใช้หลักจำกัดอยู่เฉพาะนักธุรกิจ นักการเมือง และผู้มีอำนาจในสังคม
ยุค 2G: ดิจิทัลและเกมอำนาจของกลุ่มทุน (ต้น–ปลายยุค 1990s)
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 2G (Second Generation) ถือเป็นการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสื่อสาร เนื่องจากเป็นการนำระบบดิจิทัลเข้ามาแทนที่ระบบอนาล็อก GSM (Global System for Mobile Communications) กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ให้เสียงคมชัดขึ้น แต่ยังรองรับบริการส่งข้อความ (SMS) และการเริ่มต้นของการใช้งาน Data (แม้จะช้าแต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ)
การเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการโทรคมนาคมในลักษณะสัมปทาน เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ซึ่งช่วงเวลานี้ตรงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของรัฐไทย ภายหลังการรัฐประหารในปี 2534 ที่นำโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของพลเอกสุจินดา คราประยูร การมอบสัมปทานให้เอกชนจึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มอำนาจใหม่
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เดิมชื่อ แอดวานซ์ เรดิโอ เทเลโฟน ก่อตั้งโดยกลุ่มชินวัตร ซึ่งในเวลานั้นดำเนินธุรกิจด้านอุปกรณ์สื่อสารและวิทยุสื่อสาร โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางการเมืองในยุคหลังรัฐประหาร กลุ่มชินวัตรสามารถเจรจากับ TOT เพื่อขอสัมปทานในการให้บริการ GSM คลื่น 900 MHz ได้สำเร็จในปี 2533 ซึ่งถือเป็นสัมปทานที่ให้สิทธิผูกขาดแก่เอกชนรายเดียวในขณะนั้น
ความได้เปรียบของ AIS จึงเริ่มตั้งแต่จุดนั้น เพราะสามารถเริ่มลงทุนตั้งโครงข่าย GSM ได้ล่วงหน้าเจ้าอื่นหลายปี และสามารถขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็ว โดยมี TOT เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหลัก และ AIS เป็นผู้ดำเนินการและแบ่งรายได้กลับคืน TOT ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับรายอื่น
ในขณะที่คู่แข่งหลักอย่าง DTAC (Total Access Communication) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2532 โดยกลุ่มเทเลนอร์จากนอร์เวย์ ได้รับสัมปทานจาก CAT Telecom ให้ดำเนินการบนคลื่น 800/1800 MHz ในเงื่อนไขแบบ Build-Transfer-Operate (BTO) กล่าวคือ เอกชนลงทุนเอง โอนทรัพย์สินให้รัฐ และรัฐให้สิทธิในการดำเนินกิจการ ซึ่งส่งผลให้ DTAC ต้องจ่ายผลตอบแทนกลับ CAT ในอัตราที่สูงกว่า AIS กับ TOT อย่างชัดเจน
การแข่งขันระหว่าง AIS กับ DTAC จึงไม่เคยอยู่ในสภาวะที่เท่าเทียมกัน เพราะไม่เพียงแต่เงื่อนไขสัมปทานที่ต่างกัน แต่โครงสร้างทางการเมืองในช่วงเวลานั้นยังเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนทักษิณอย่างชัดเจน นำไปสู่การผูกขาดตลาดของ AIS ในช่วงเกือบทศวรรษแรกของยุค GSM แม้ DTAC จะพยายามแข่งขันด้วยการลดราคาค่าบริการ และออกแพ็กเกจจูงใจต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทลายความได้เปรียบของ AIS ได้
ช่วงปลายยุค 2G จึงเป็นเหมือนเวทีแห่งการฟาดฟันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่ โดยมี True (ในนาม TelecomAsia เดิม) เป็นคู่แข่งรายที่สามที่พยายามเจาะเข้าสู่ตลาด แต่ยังไม่สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดหลักได้สำเร็จ
ในขณะเดียวกัน DTAC ภายใต้การถือหุ้นโดย Telenor จากนอร์เวย์ ก็เริ่มเผชิญกับแรงกดดันทั้งในระดับโลกและในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค 3G และ 4G ที่ต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ Telenor ซึ่งมียุทธศาสตร์ลดการลงทุนในตลาดที่แข่งขันสูงและมีความไม่แน่นอนทางนโยบาย จึงเริ่มลดบทบาทและลดงบลงทุนในประเทศไทยอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2560 ส่งผลให้โครงข่ายของ DTAC เริ่มล้าหลัง และเสียลูกค้าให้กับ AIS และ True อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดนำไปสู่การตัดสินใจควบรวมกิจการกับ True
การกำเนิดของ TrueMove และการเปลี่ยนยุทธศาสตร์
ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 ได้เกิดผู้เล่นรายใหม่ขึ้นมาคือบริษัท TelecomAsia ซึ่งเป็นกลุ่มทุนไทยที่ร่วมทุนกับฮัทชิสัน เทเลคอม จากฮ่องกง TelecomAsia เริ่มต้นด้วยการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ต่อมาได้เข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ Hutch ซึ่งดำเนินกิจการบนคลื่น CDMA ผ่านสัมปทานกับ CAT Telecom
ต่อมาในปี 2544 TelecomAsia ได้เปลี่ยนชื่อเป็น True Corporation และขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบโทรศัพท์มือถือเต็มตัว โดยการควบรวมกิจการของ Hutch และการได้รับสิทธิใช้คลื่น 850 MHz ผ่านสัญญากับ CAT ทำให้สามารถให้บริการ 3G ได้เร็วกว่าคู่แข่ง แม้ในเชิงเทคนิคจะยังไม่สมบูรณ์เท่าเทคโนโลยี GSM แต่ True ก็สามารถใช้จุดนี้ในการเจาะตลาด Data และต่อยอดเข้าสู่การให้บริการ 4G LTE ได้ในเวลาต่อมา
ยุค 3G–5G และการรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่
หลังการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประเทศไทยจึงสามารถจัดประมูลคลื่นความถี่ได้อย่างเป็นระบบ AIS, DTAC และ True ต่างได้รับใบอนุญาต 3G บนคลื่น 2100 MHz ในปี 2555 อย่างเป็นทางการ
True กลายเป็นผู้นำด้านการให้บริการ 4G ในปี 2556 และใช้จังหวะนั้นรุกตลาดอย่างหนัก ส่วน DTAC เริ่มประสบปัญหาโครงสร้างหนี้และการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ AIS ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้อย่างมั่นคง
ในที่สุด ความอิ่มตัวของตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงนำไปสู่การควบรวมกิจการครั้งใหญ่ในปี 2566 ระหว่าง True และ DTAC กลายเป็นบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ True Corporation ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่โครงสร้างการผูกขาดแบบดูโอโพลี โดยมีผู้เล่นหลักเพียงสองรายคือ AIS และ True
ผู้เล่นอื่นนอกเหนือจาก AIS และ True ในปัจจุบัน
นอกจาก AIS และ True แล้ว ปัจจุบันยังมี NT (National Telecom) ซึ่งเกิดจากการควบรวมของรัฐวิสาหกิจสองแห่งคือ TOT และ CAT Telecom อย่างเป็นทางการในปี 2564 ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดย NT มีโครงข่ายของทั้งสององค์กรเดิมในมือ รวมถึงสิทธิในคลื่นความถี่หลายย่าน เช่น 850 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz และ 700 MHz ในบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ NT จึงเลือกให้เอกชนเข้ามาเช่าใช้คลื่นเพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ เช่น กรณีคลื่น 2300 MHz ที่ AIS ทำสัญญาเช่าใช้จาก TOT เดิม ในขณะที่ NT เองเน้นไปที่การให้บริการแบบ MVNO และโครงการของภาครัฐ
MVNO (Mobile Virtual Network Operator) รายสำคัญที่ใช้โครงข่ายของ NT ได้แก่
- Penguin SIM
- i-KOOL
- 168 Communication
- My by NT (แบรนด์หลักของ NT)
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่เองก็มีแบรนด์ลูกแบบ MVNO หรือ digital sub-brand เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว
- Finn Mobile เดิมคือ LINE Mobile ซึ่งใช้โครงข่าย DTAC ให้บริการผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ปัจจุบันหลังการควบรวมกลายเป็นแบรนด์ภายใต้ True Corporation และยังให้บริการต่อภายใต้ชื่อ Finn
- GOMO by AIS เดิมคือ Nu Mobile เป็น digital brand ของ AIS ที่เน้นแพ็กเกจราคาประหยัดและการให้บริการผ่านแอปเท่านั้น ไม่มีหน้าร้าน
การเดินทางของโครงสร้างอำนาจโทรคมนาคมไทย
โครงสร้างอำนาจของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มทุนและการเมืองในการกำหนดทิศทางการแข่งขัน จากการผูกขาดโดยรัฐ สู่การเปิดสัมปทานให้เอกชน และในที่สุดกลายเป็นการผูกขาดแบบกลุ่มทุนรายใหญ่เพียงสองราย
AIS ได้เปรียบอย่างมหาศาลจากการเข้าไปมีบทบาทในช่วงต้นผ่านสัมปทานจาก TOT ที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลทหาร ส่วน True ได้เปรียบจากความสามารถในการใช้กลยุทธ์เชิงกฎหมายและการควบรวมกิจการ ในขณะที่ DTAC แม้มีศักยภาพจากการสนับสนุนของเทเลนอร์ แต่กลับไม่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายก็ต้องถอนตัวจากการแข่งขันในเชิงโครงสร้างผ่านการควบรวมเข้ากับ True
คลื่นความถี่ไม่ใช่เพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คืออำนาจทางเศรษฐกิจ และการจัดสรรอำนาจนั้นย่อมสะท้อนโครงสร้างทางการเมืองของสังคมอย่างลึกซึ้ง