Posted in

StopKhmerAggression | จากพระยาละแวก จนถึงสันดานเดิม ๆ ของผู้นำปัจจุบัน

สงครามไทย-กัมพูชาเริ่มต้นขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2568 จุดเริ่มต้นคือการปะทะกันอย่างดุเดือดบริเวณชายแดนจังหวัดศรีสะเกษและเขตพระวิหาร พื้นที่ซึ่งเป็นจุดพิพาททางประวัติศาสตร์ที่ตกค้างมานานหลายสิบปี เสียงระเบิดดังกึกก้องในยามเช้า เมื่อกองกำลังเขมรเปิดฉากยิงถล่มฐานทหารไทยอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่ฝ่ายไทยจะตอบโต้กลับด้วยกำลังทหารเต็มรูปแบบ การปะทะลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว

ภายในเดือนพฤษภาคม กองทัพไทยสามารถกู้คืนพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญหลายจุด รวมถึงเขาพระวิหารอย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้รับการสนับสนุนทั้งด้านข่าวกรองและการส่งกำลังจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ท่ามกลางแรงสนับสนุนจากประชาชนที่แสดงพลังสามัคคีอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แม้กระนั้น กัมพูชาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ กลับเร่งเสริมกำลัง และได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากพันธมิตรนอกภูมิภาค ส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะสงครามยืดเยื้อ โลกตะวันตกเริ่มจับตาและตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่แรงกดดันทางการทูตกำลังสั่นคลอนภาพลักษณ์ของเขมรในเวทีระหว่างประเทศ

จนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การเจรจาไร้ผล กองกำลังไทยยังคงตรึงกำลังแน่นหนาตามแนวชายแดน ส่วนกัมพูชายังคงซ่องสุมกำลังในพื้นที่พระตะบองและเสียมราฐ สัญญาณแห่งสันติภาพยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

พระยาละแวก

ย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ พงศาวดารไทยได้จารึกชื่อ “พระยาละแวก” ไว้ในฐานะกษัตริย์เขมรผู้เหี้ยมโหดแห่งอาณาจักรละแวกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรุกรานและดูหมิ่นอธิปไตยของไทย พระองค์เคยส่งทัพบุกยึดหัวเมืองชายแดนไทย และยังดูแคลนองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในขณะที่ทรงเป็นองค์ประกันอยู่พม่า พฤติกรรมเหล่านี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นในใจชาวไทยจนเกิดสงครามทุ่งเหียงจันทน์ ซึ่งท้ายที่สุดกองทัพไทยได้ยกกำลังบุกถึงเมืองหลวงเขมรและสังหารพระยาละแวกเป็นการสะสางบัญชีแค้นให้กับแผ่นดิน

ภาพของพระยาละแวกในความทรงจำของคนไทยจึงไม่ใช่เพียงชื่อในตำรา แต่คือสัญลักษณ์ของความเย่อหยิ่ง ลุแก่อำนาจ และการไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีของแผ่นดินไทย ซึ่งหากพิจารณาในบริบทปัจจุบันแล้ว พฤติกรรมของผู้นำกัมพูชาบางคนกลับดูคล้ายคลึงกับจิตวิญญาณของพระยาละแวกอย่างน่าตกใจ

ลูกหลานพระยาละแวก

“วุ้นเส้น” คือบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นเงาของพระยาละแวกในยุคปัจจุบัน แม้จะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ยังคงกุมอำนาจกองทัพและเป็นผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของกัมพูชา พฤติกรรมที่แสดงต่อไทยตลอดหลายสิบปีล้วนสะท้อนถึงความพยายามก้าวล่วง ลบหลู่ และท้าทายอธิปไตยไทยอย่างไม่ลดละ ตั้งแต่การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทพระวิหาร แม้ศาลโลกจะตีความคลุมเครือ จนสุดท้ายก็อ้างข้าง ๆ คู ๆ และยึดปราสาทไป จวบจนถึงการส่งเสริมขบวนการค้าชายแดนที่ผิดกฎหมาย การแทรกแซงกิจการภายในของไทย และการมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองบางฝ่ายเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัว

เมื่อสถานการณ์ปะทุ “วุ้นเส้น” ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการทหารทั้งหมด ได้แสดงบทบาทผู้บัญชาการสงครามเต็มตัว กลับมาย้ำเตือนให้คนไทยระลึกถึงพระยาละแวกอีกครั้งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย จนแทบจะแยกไม่ออกว่ากำลังเผชิญศัตรูในอดีตหรือเวอร์ชันใหม่ในปัจจุบัน

คนชั่วทะเลาะกัน ประเทศเลยฉิบหาย

ต้นเหตุของสงครามในปี 2568 จึงไม่ได้มีเพียงข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร ตาเมือน และตาควาย หรือเพียงปัญหาเขตแดนทางทะเลที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แต่ลึกลงไปยิ่งกว่านั้นคือความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง “วุ้นเส้น” กับ “เสือกทุกเรื่อง” นักการเมืองไทยซึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางผลประโยชน์ แต่ภายหลังกลายเป็นศัตรูทางการเมือง ความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนนี้ได้จุดชนวนให้ผู้นำกัมพูชาเริ่มแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างเปิดเผย ซึ่งนำไปสู่กระแสชาตินิยมที่รุนแรงในไทยและจุดไฟสงครามเต็มรูปแบบในที่สุด

ทั่วโลกประณามกัมพูชา

โลกภายนอกจับตามองสถานการณ์นี้ด้วยความวิตก หลายประเทศเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจต่อพฤติกรรมของผู้นำกัมพูชา โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Twitter/X และ Reddit ซึ่งมีแฮชแท็กอย่าง #PrayForThailand และ #StopKhmerAggression ติดเทรนด์อยู่เสมอ ความเห็นจากชาวเวียดนาม ลาว และมาเลเซียจำนวนมากแสดงความเห็นใจต่อไทย และประณามกัมพูชาว่าเป็นผู้เริ่มต้นความรุนแรง ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศหลายรายถึงกับเรียก “วุ้นเส้น” ว่า “Dictator in Shadow” พร้อมเตือนว่ากัมพูชากำลังพุ่งสู่การเป็นรัฐทหารอย่างแท้จริง

At The End

สงครามไทย-กัมพูชาในปี 2568 ไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อแผ่นดิน แต่เป็นมหากาพย์แห่งการทวงคืนศักดิ์ศรีชาติ ความขัดแย้งที่ฝังลึกมาตั้งแต่อดีต ผ่านพระยาละแวก จนถึง “วุ้นเส้น” ในปัจจุบัน ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของความลุแก่อำนาจ ความเย่อหยิ่ง และการไม่เคารพต่อประเทศเพื่อนบ้านในแบบที่แทบจะเรียกได้ว่า “สันดานไม่เปลี่ยน”

และในเมื่อถูกท้าทาย ไทยก็พร้อมยืนหยัด ไม่ใช่เพื่อแค่ดินแดน แต่เพื่อเกียรติภูมิของบรรพชน และความสงบสุขของลูกหลาน

โลกต้องรู้ว่า ไทยไม่เคยต้องการสงคราม แต่หากถูกย่ำยี ก็พร้อมสู้เพื่อศักดิ์ศรีและแผ่นดินเกิด

IT officer, responsible for network communication systems and a chic person.

Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x