ในช่วงกลางปี 2568 ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้ง จากการปะทะกันบริเวณชายแดนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะในเขตใกล้ปราสาทตาเมือนธมและตาควาย ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์มาตลอดหลายสิบปี
เหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2568 เมื่อมีรายงานการวางระเบิดฝั่งทหารไทย และมีการยิงตอบโต้จากฝั่งกัมพูชาโดยใช้อาวุธหนัก เช่น BM‑21 และปืนใหญ่ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อทั้งทหารและพลเรือนอย่างมาก
คำสาปนครวัดและความเชื่อที่นำไปสู่การทวงคืนโบราณสถาน
นอกเหนือจากความขัดแย้งทางพรมแดนที่เห็นชัดเจนในทางการทูตและการทหาร ยังมีปัจจัยแฝงทางวัฒนธรรมและความเชื่อซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ฝ่ายกัมพูชากระตือรือร้นในการอ้างสิทธิ์เหนือโบราณสถานหลายแห่งในไทย
หลังจากมีการทำพิธีแก้คำสาปที่นครวัดช่วงต้นปี 2568 ไม่นานก็เกิดฟ้าผ่าลงที่บริเวณตัวปราสาท ทำให้บางกลุ่มในกัมพูชาเชื่อว่า “คำสาปโบราณ” ยังคงทรงพลัง และการแก้ไขคำสาปโบราณที่กษัตริย์ขอมสาปแช่งพวกเขมร ตราบใดมี่ยังไม่ได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเป็นของจักรวรรดิขอมโบราณกลับคืนมา ซึ่งก็คือ “ปราสาท 3 แห่ง” ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศไทย
ความเชื่อนี้ถูกกระตุ้นโดยผู้นำศาสนาและนักอนุรักษ์ในกัมพูชา ว่าโบราณสถานอย่างตาเมือนธม ตาควาย และปราสาทอื่นในจังหวัดศรีสะเกษเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่ต้องนำกลับไปบูชาร่วมกับนครวัด เพื่อปลดปล่อยประเทศจากความอัปมงคล
ผลกระทบต่อประชาชน: พลเรือนไทยผู้ไร้ทางเลือก
การปะทะระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่เป็นเขตทหาร แต่ยังลุกลามไปสู่พื้นที่ชุมชน เช่น การยิงจรวด BM‑21 ลงมายังพื้นที่พลเรือน อาทิ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้เด็กอายุ 8 ขวบเสียชีวิตทันที รวมถึงโรงพยาบาลพนมดงรักที่ต้องอพยพคนไข้ออกกลางดึกเนื่องจากตกเป็นเป้าโจมตี
องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงกองทัพไทย ต่างประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาว่าเป็นการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวาที่ระบุชัดเจนว่าห้ามการโจมตีเป้าหมายพลเรือนไม่ว่าจะในกรณีใด ๆ ก็ตาม
ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2568 มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 35 ราย และประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพแล้วกว่า 200,000 คน เพื่อหนีภัยสงครามที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
ข้อตกลง MOU2543–2544: จุดเริ่มต้นของการเสียเปรียบในเวทีเจรจา
หนึ่งในปัจจัยเบื้องลึกที่ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาชายแดน คือข้อตกลง MOU2543 และ MOU2544 ซึ่งลงนามในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีจุดสำคัญคือการ “ยอมรับร่วมกัน” ที่จะใช้แผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชาเป็นกรอบเจรจาพื้นที่ทางบกและทะเลระหว่างกัน
ปัญหาคือ แผนที่ 1:200,000 ฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารเก่าที่ไม่ได้อิงมาตรฐานแผนที่สากล และยังแสดงพื้นที่บางส่วนของไทย เช่น เขตชายฝั่งในจังหวัดตราดและ “เกาะกูด” เป็นพื้นที่ของกัมพูชา
ฝ่ายไทยจำนวนมากเห็นว่า การลงนามใน MOU ดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ไม่ควรเป็นของตน และเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่าวไทย ซึ่งเป็นจุดที่มีการคาดการณ์ว่าอาจมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเล
ความย้อนแย้งที่เจ็บปวด: กัมพูชายอมรับแผนที่ 1:50,000 กับเวียดนาม แต่ไม่ยอมกับไทย
สิ่งที่ทำให้สังคมไทยตั้งคำถามอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น คือ กัมพูชาใช้แผนที่ 1:50,000 ที่แม่นยำกว่าในการเจรจาชายแดนกับประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนยาวไม่แพ้ไทย และเป็นอดีตศัตรูในสงครามอินโดจีน
การยอมรับแผนที่มาตรฐานสูงกับเวียดนาม แต่กลับยืนกรานใช้แผนที่ล้าสมัยกับไทย ถือเป็นการเลือกใช้มาตรฐานแบบสองระบบ ซึ่งป็น “การเอาเปรียบ” และเป็นความไม่จริงใจในเวทีเจรจาสองฝ่าย
ความพยายามเจรจาสันติภาพท่ามกลางแรงกดดันระหว่างประเทศ
ท่ามกลางความรุนแรง สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดี Donald Trump และรัสเซีย โดยประธานาธิบดีปูติน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั้งสองประเทศยุติความขัดแย้งโดยเร็ว พร้อมขู่ใช้มาตรการทางการค้าเพื่อกดดันกัมพูชา และเสนอแนวทางเจรจาสันติภาพร่วมกับประเทศมาเลเซียและจีนในฐานะผู้สังเกตการณ์
ผู้นำไทยและกัมพูชาตอบรับการพูดคุย แต่ความเชื่อมั่นระหว่างกันยังคงต่ำ ฝ่ายไทยต้องการให้การหยุดยิงเป็นแบบ “ไม่มีเงื่อนไข” ขณะที่กัมพูชาเรียกร้องให้ “หยุดยิงพร้อมกันทันที” โดยไม่มีการระบุความรับผิดใด ๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
บทสรุป: สงครามที่เริ่มจากแผนที่ และความเชื่อที่ยังคงทำร้ายชีวิตคน
สงครามชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2568 ไม่ได้เริ่มจากระเบิดลูกแรกหรือเสียงปืนครั้งเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัย ทั้งทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความทะเยอทะยานทางการเมือง และการตัดสินใจทางนโยบายที่ย้อนกลับมาทำร้ายคนไทยเอง
ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำสาป ฟ้าผ่า หรือแผนที่เก่า หากไม่มีการตรวจสอบ ทบทวน และยืนหยัดในสิทธิของตนเองอย่างรอบคอบ ประเทศชาติอาจต้องสูญเสียทั้งผืนแผ่นดิน ทรัพยากร และที่สำคัญที่สุด ชีวิตของประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับสิ่งที่นักการเมืองในอดีตได้ลงลายมือชื่อไว้ และยังคงเชื้อชั่วจนถึงปัจจุบันนี้