นี่เป็นเรื่องที่เขียนต่อจาก “Never give your word if you don’t intend to follow through” (อย่าให้คำมั่นสัญญา หากคุณไม่ตั้งใจจะทำตาม) วันนี้นี่อยากจะมาสานต่อ เพราะเกิดเหตุจากบุคคลนี้อีกแล้ว โพสต์นี้จะขอเจาะลึกถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ความไม่รับผิดชอบของเขา สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อขวัญและกำลังใจของทีม จนกระทั่ง “Spirit ทีม” ที่อุตส่าห์สร้างมาด้วยกันต้องพังทลายลง
เรื่องราวที่เกิดขึ้น
มันเป็นโครงการ MA ประจำปี ที่หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำ เนื่องจากเป็น Facility ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อการบริการประชาชน ไม่ว่าจะเป็นงานหน้าบ้าน หรืองานหลังบ้าน ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างมีหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นธรรมกับเอกชนที่สนใจที่สุดก็คือการใช้วิธี E-Bidding ที่แข่งขันกันด้านคุณสมบัติและราคาอย่างเท่าเทียม ซึ่งเพื่อความต่อเนื่อง ต้องจัดทำให้เสร็จภายในต้นเดือนสิงหาคม เพื่อจะเปิดการประมูลและคัดเลือกผู้รับสัมปทานให้ทำงานได้ต่อเนื่องเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน ของทุกปี
การทำเอกสารเพื่อขออนุมัติโครงการของราชการ มันหนักหนาสาหัสมาก อย่างที่เคยโพสต์ไปในหัวข้อ เหนื่อยใจเรื่องการแก้งาน ซึ่งเอกสารจะต้องผ่านหัวหน้างาน หน้าห้องผู้เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญ หน้าห้องผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ หน้าห้องที่ปรึกษา ที่ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิบดี และตัวที่ปรึกษา เส้นทางการเดินของเอกสารนั้นหลายชั้นมาก กว่าจะผ่านไปแต่ละขั้นตอน คนทำเอกสารต้องติดตาม แก้ไข ทุกระยะ ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ เพราะการทำเอกสารต้องแข่งกับเวลา อย่างที่บอกไปข้างต้น
เหตุอันบาดหมาง
เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การผิดคำพูด แต่เป็นการทอดทิ้งความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและทันทีต่อการทำงานเป็นทีม ลองนึกภาพดูว่าในขณะที่งานสำคัญกำลังดำเนินอยู่ ปัญหายังคงค้างคาและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่จู่ๆ บุคคลผู้รับผิดชอบกลับหายตัวไป ทิ้งงานไว้กลางคัน โดยไม่มีการมอบหมายหรือฝากฝังใด ๆ แถมยังไม่รับโทรศัพท์อีกด้วย สถานการณ์เช่นนี้สร้างความโกลาหลและความเดือดร้อนให้กับคนในทีมอย่างมหาศาล ทุกคนต้องเร่งมือเข้ามาสะสางในส่วนที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่หรือจะรับผิดชอบอย่างไร
ไม่สำนึก
ที่น่าเจ็บปวดไปกว่านั้นคือ เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ความเสียหายได้รับการแก้ไขด้วยความทุ่มเทของคนในทีม และมีการตักเตือนถึงพฤติกรรมดังกล่าว ผู้กระทำกลับไม่มีสำนึกผิดชอบ ยังคงมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยที่คนอื่น “ต้อง” เข้าใจ หรือ “ต้อง” เข้ามาจัดการให้ นั่นคือจุดที่ Spirit ทีมเริ่มถูกกัดกินจากภายใน เพราะเมื่อความเชื่อใจและการพึ่งพาอาศัยกันถูกทำลายลง การทำงานร่วมกันก็กลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นพลัง
มองคนแบบนี้อย่างไร?
ในสังคมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หรือแม้แต่ในกลุ่มกิจกรรมทั่วไป พฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบและขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากอย่างยิ่ง
- ขาดความเป็นมืออาชีพ การทอดทิ้งงานโดยไม่มีการประสานงานหรือการส่งต่อที่เหมาะสม สะท้อนถึงการขาดความเป็นมืออาชีพอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวใดๆ การละเลยหน้าที่ย่อมส่งผลกระทบต่องานและผู้อื่นเสมอ
- ทำลายความเชื่อใจ เมื่อบุคคลหนึ่งไม่สามารถรักษาสัญญาหรือความรับผิดชอบของตนได้ ความเชื่อใจที่มีต่อเขาจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยากที่จะมีการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
- สร้างภาระให้ผู้อื่น พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการผลักภาระและปัญหาให้กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้คนอื่นต้องทำงานหนักขึ้น เสียเวลา และเสียพลังงานไปกับการแก้ไขปัญหาที่ตนเองไม่ได้ก่อ
- บั่นทอนขวัญและกำลังใจ เมื่อเห็นว่าคนหนึ่งสามารถทำสิ่งที่ไม่รับผิดชอบได้โดยไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน หรือยังคงมีทัศนคติที่ไม่สำนึก สิ่งนี้จะบั่นทอนขวัญกำลังใจของคนในทีมที่ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดคำถามถึงความยุติธรรมและความสำคัญของการทำงานหนัก
- เป็นบุคคลที่ไม่น่าร่วมงาน ในระยะยาว บุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มักจะถูกสังคมมองว่าเป็นผู้ที่ไม่น่าร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะในโปรเจกต์ใดๆ ก็ตาม เพราะเขากลายเป็น “จุดอ่อน” ที่พร้อมจะทำให้ทีมสะดุดได้เสมอ
ควรจัดการอย่างไรกับคนแบบนี้
สำหรับคนในทีมและผู้จัดการ การเผชิญหน้ากับพฤติกรรมเช่นนี้จำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเด็ดขาดและชัดเจน ซึ่งนี่ได้ประกาศแบนบุคคลนั้นต่อหน้าหัวหน้ากลุ่ม เพื่อเป็นการปกป้อง Spirit ทีมและมาตรฐานของกลุ่ม การปล่อยผ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการจัดการที่ชัดเจน จะยิ่งทำให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หยั่งรากลึก และทำลายขวัญกำลังใจของคนที่รับผิดชอบได้
สำหรับบุคคลผู้ก่อปัญหา สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าความรับผิดชอบไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อผู้อื่นเสมอ ทุกการกระทำและคำมั่นสัญญาของคุณมีผลต่อความเชื่อใจและประสิทธิภาพของทีม การเรียนรู้ที่จะยอมรับผิด แก้ไข และปรับปรุงพฤติกรรม คือหนทางเดียวที่จะฟื้นฟูความเชื่อใจที่เสียไปได้ ไม่ใช่การมองว่าการกระทำของตนเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือผู้อื่นต้อง “เข้าใจ” เสมอไป
บทเรียนสำหรับทุกคน
เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เห็นว่า “Spirit ทีม” นั้นไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลและปกป้องจากทุกคนในทีม การทำงานเป็นทีมหมายถึงการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การที่คนใดคนหนึ่งขาดความรับผิดชอบ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และทำให้เป้าหมายรวมของทีมไม่อาจสำเร็จได้
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างทีมที่แข็งแกร่งต้องเริ่มต้นจากการที่สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และมีความเคารพซึ่งกันและกัน การรักษาคำพูด การทำตามสัญญา และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ Spirit ทีมยังคงอยู่ และนำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนได้ในที่สุด