Posted in

ตำนาน macOS: จาก Macintosh, NeXTSTEP และ UNIX สู่ MacBook Air ที่อยู่ตรงหน้าฉัน

บางครั้งสิ่งที่เราอยากได้มานาน พอวันหนึ่งได้มาเป็นเจ้าของจริง ๆ มันก็ทำให้เกิดคำถามแปลก ๆ ขึ้นมา

สำหรับฉัน สิ่งนั้นคือ Mac

ความอยากใช้ Mac เริ่มมาตั้งแต่ราวปี 2004 สมัยที่ Mac ยังเป็นคอมพิวเตอร์ที่ได้แค่มองผ่านเว็บไซต์ ดูตามนิตยสาร หรือเวลาไปเจอเครื่องจริงก็ได้เพียงจับ ๆ เขี่ย ๆ อยู่หน้าร้าน เพราะราคาของมันไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อมาเล่นได้ง่าย ๆ

เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี จากเด็กที่เคยมอง Mac เป็นของไกลตัว วันนี้มี MacBook Air อยู่บนโต๊ะของตัวเองจริง ๆ เปิดใช้ทุกวัน ต่อจอ ทำงาน เปิด Terminal ลงโปรแกรมผ่าน Homebrew และเริ่มเรียนรู้ว่า macOS มีวิธีคิดหลายอย่างที่ต่างจากทั้ง Windows และ Linux ที่เคยใช้

แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า

ระบบปฏิบัติการที่กำลังใช้อยู่ทุกวันนี้ มันเกิดมาจากไหนกันแน่?

เพราะถ้าคิดว่า macOS ที่เราเห็นทุกวันนี้วิวัฒนาการตรง ๆ มาจาก Macintosh ปี 1984 คำตอบนั้นก็ถูก…แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว ความจริงกลับสนุกกว่านั้นมาก เพราะ ตระกูลแรกให้ หน้าตา บุคลิก และปรัชญาการใช้งานแบบ Macintosh ส่วนอีกตระกูลให้ กระดูกสันหลังของระบบปฏิบัติการ และตระกูลหลังนั้นมีชื่อว่า NeXTSTEP

จุดเริ่มต้นของ Mac ที่ยังไม่มีคำว่า macOS

ย้อนกลับไปวันที่ 24 มกราคม 1984 Apple เปิดตัว Macintosh เครื่องแรก โลกได้เห็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ผลักแนวคิดเรื่องหน้าต่าง เมาส์ ไอคอน เมนู และเดสก์ท็อปออกไปสู่ผู้ใช้ทั่วไปอย่างจริงจัง ระบบปฏิบัติการของมันในเวลานั้นยังไม่ได้เรียกว่า macOS หรือแม้แต่ Mac OS ด้วยซ้ำ แต่เรียกกันง่าย ๆ ว่า System Software จาก System 1 ค่อย ๆ เดินทางมาถึง System 6, System 7 ก่อนที่ชื่อ Mac OS จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในช่วงหลัง

สิ่งที่ Macintosh เก่งมากคือประสบการณ์ของผู้ใช้ ทุกอย่างถูกออกแบบให้คนธรรมดาเปิดเครื่องแล้วใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่า command line คืออะไร แต่ความง่ายนั้นมีราคาของมัน

Classic Mac OS ถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคที่คอมพิวเตอร์มีทรัพยากรน้อยมาก สถาปัตยกรรมหลายอย่างซึ่งสมเหตุสมผลในปี 1984 เริ่มกลายเป็นภาระเมื่อคอมพิวเตอร์เข้าสู่ยุค 1990 ระบบใช้แนวคิด cooperative multitasking เป็นเวลานาน ไม่มีระบบป้องกันพื้นที่หน่วยความจำระหว่างโปรแกรมที่แข็งแรงแบบระบบสมัยใหม่ และถ้าโปรแกรมหรือ System Extension ตัวใดตัวหนึ่งรวนขึ้นมา ก็สามารถลากทั้งเครื่องลงไปด้วยได้ ในขณะที่ Windows NT, UNIX และระบบปฏิบัติการสมัยใหม่กำลังเดินหน้าไปอีกทาง Apple เริ่มพบว่ารากฐานที่สร้างมาตั้งแต่ Macintosh รุ่นแรกกำลังเดินมาถึงขีดจำกัดของมันเอง Apple จึงพยายามสร้างระบบใหม่ขึ้นมา โครงการที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Copland และ Copland ก็กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่วุ่นวายที่สุดของ Apple แผนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ กำหนดการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนท้ายที่สุด Apple ต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า

แทนที่จะสร้างผู้สืบทอดของ Classic Mac OS เอง บริษัทอาจต้องไปซื้อระบบปฏิบัติการจากคนอื่น

ในอีกด้านหนึ่งของเรื่อง Steve Jobs กำลังสร้างบางสิ่งอยู่

เรื่องนี้จะสนุกขึ้นตรงนี้ หลัง Steve Jobs ออกจาก Apple ในปี 1985 เขาไม่ได้หายไปไหน แต่ไปตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งใหม่ชื่อว่า NeXT

NeXT ไม่ได้พยายามสร้าง Macintosh ราคาถูกกว่า แต่กำลังสร้าง workstation ระดับสูงสำหรับมหาวิทยาลัย งานวิจัย และนักพัฒนา สิ่งที่ติดมากับเครื่องคือระบบปฏิบัติการชื่อ NeXTSTEP

NeXTSTEP 1.0 ออกในปี 1989 และสิ่งที่อยู่ข้างในมันก้าวหน้ากว่า Classic Mac OS คนละโลก Apple เองยังบันทึกไว้ในเอกสารนักพัฒนาว่า Cocoa ซึ่งเป็นรากสำคัญของการพัฒนาแอป Mac ในเวลาต่อมา มีต้นกำเนิดจาก NeXTSTEP โดยตรง NeXTSTEP ใช้ Mach เป็นพื้นฐาน มี Application Kit และพัฒนาโดยใช้แนวคิด object-oriented ที่ล้ำมากสำหรับยุคนั้น ถ้า Macintosh มีโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้คนทั่วไปใช้คอมพิวเตอร์ได้ง่าย” NeXTSTEP ก็เหมือนตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรให้ UNIX workstation ทรงพลัง แต่มี GUI และเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมที่ยอดเยี่ยม” ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกสองใบนี้จะถูกจับมารวมกัน

Apple ซื้อ NeXT และซื้ออนาคตของตัวเองกลับมาด้วย

ปลายปี 1996 สถานการณ์ของ Apple ไม่ได้ดีนัก บริษัทต้องการระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่างเร่งด่วน และมีตัวเลือกสำคัญอยู่หลายทาง หนึ่งในนั้นคือ BeOS และอีกหนึ่งคือเทคโนโลยีของ NeXT

วันที่ 20 ธันวาคม 1996 Apple ประกาศซื้อ NeXT ในดีลประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ และสิ่งที่กลับเข้า Apple พร้อมกันก็คือ Steve Jobs ข่าวในเวลานั้นระบุชัดว่าหนึ่งในเหตุผลหลักของการซื้อกิจการคือการนำเทคโนโลยีระบบปฏิบัติการของ NeXT มาเป็นพื้นฐานสำหรับระบบรุ่นต่อไปของ Macintosh มองย้อนกลับมาวันนี้ นี่อาจเป็นหนึ่งในการซื้อกิจการที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ Apple เพราะ Apple ไม่ได้เพียงซื้อบริษัทหนึ่ง แต่มันซื้อ รากของระบบปฏิบัติการที่จะใช้ต่อไปอีกหลายสิบปี

Rhapsody: ช่วงเวลาที่ NeXTSTEP เริ่มกลายเป็น Mac

หลังซื้อ NeXT แล้ว Apple เริ่มพัฒนาระบบใหม่ภายใต้ชื่อโครงการ Rhapsody ถ้าเปิด Rhapsody ในยุคนั้นขึ้นมาดู มันยังมีกลิ่น NeXT อยู่แรงมาก เพราะพื้นฐานจำนวนมากถูกนำมาจาก OPENSTEP ซึ่งเป็นวิวัฒนาการต่อจาก NeXTSTEP แต่ Apple เจอปัญหาใหญ่คือการจะบอกนักพัฒนา Adobe, Microsoft หรือบริษัทซอฟต์แวร์ทั้งโลกว่า “ช่วยเขียนโปรแกรม Mac ใหม่หมดนะ เพราะเรามี API ใหม่แล้ว” คงไม่ใช่แผนที่จะได้รับเสียงปรบมือเท่าไรนัก Apple จึงต้องประนีประนอม แอปรุ่นใหม่สามารถใช้สิ่งที่ต่อมากลายเป็น Cocoa ซึ่งสืบสายมาจาก NeXT ส่วนซอฟต์แวร์ Mac เดิมสามารถค่อย ๆ ปรับมาใช้ Carbon และยังมี Classic Environment สำหรับรันโปรแกรม Mac OS รุ่นเก่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตรงนี้เป็นอีกเหตุผลที่ Mac OS X สามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้โดยไม่บังคับให้โลกซอฟต์แวร์ Mac เริ่มต้นจากศูนย์

ปี 2001: Mac OS X ถือกำเนิดขึ้นจริง

วันที่ 24 มีนาคม 2001 Apple เริ่มวางจำหน่าย Mac OS X 10.0 นี่ไม่ใช่แค่ Mac OS 9 ที่ปรับหน้าตาใหม่ แต่เป็นระบบปฏิบัติการคนละสถาปัตยกรรม

Apple อธิบาย Mac OS X ในเวลานั้นว่าเป็นการรวม “พลังและความเปิดกว้างของ UNIX” เข้ากับความง่ายในการใช้งานของ Macintosh และพื้นฐานของระบบมีชื่อว่า Darwin ซึ่งเป็น UNIX-based foundation แบบโอเพนซอร์ส Mac OS X มาพร้อม protected memory, preemptive multitasking และความสามารถในการใช้หลาย processor ซึ่งเป็นของที่ Classic Mac OS ขาดหายไป ด้านหน้าตา Apple เปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า Aqua ใครเคยเห็น Mac ยุคต้น 2000 คงจำปุ่มสีแดง เหลือง เขียว ความโปร่งใส เมนูเงาวาว ๆ และ Dock ที่เด้งดึ๋งอยู่ด้านล่างได้ มันดูแทบไม่มีอะไรเหมือน NeXTSTEP แต่ข้างใต้หน้าตาสีลูกกวาดนั้น…NeXT ยังอยู่เต็มตัว

แล้วปี 2004 ที่ฉันเริ่มอยากได้ Mac อยู่ตรงไหนของเรื่อง?

นี่คือส่วนที่ทำให้เรื่องนี้รู้สึกใกล้ตัวขึ้นมาทันที

ช่วงที่เริ่มสนใจและอยากมี Mac ประมาณปี 2004 ระบบปฏิบัติการของ Apple อยู่ในยุค Mac OS X 10.3 Panther และกำลังจะเข้าสู่ Mac OS X 10.4 Tiger ในปีถัดมา นั่นคือยุคที่ Mac OS X เริ่มเข้าที่แล้ว Exposé ทำให้การจัดการหน้าต่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ Spotlight กำลังจะเกิด Safari เริ่มมีบทบาท และ Aqua คือภาพจำของ Mac อย่างเต็มตัว ตอนนั้นฉันมองมันจากข้างนอก เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี วันนี้กลับมานั่งอยู่หน้า MacBook Air M5 ที่มี macOS Tahoe อยู่ข้างใน สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ระบบที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้กับระบบที่เคยอยากใช้ในปี 2004 ยังเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากสายเดียวกัน Apple ไม่เคยรื้อ macOS ทิ้งแล้วสร้างใหม่จากศูนย์อีกเลยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นจาก Mac OS 9 มาสู่ Mac OS X มันเปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยน CPU เปลี่ยน filesystem เปลี่ยน framework และรื้อองค์ประกอบภายในมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ต้นไม้ต้นเดิมยังอยู่

ใต้หน้าตาสวย ๆ ของ macOS มีอะไรอยู่?

ตรงนี้น่าจะเป็นส่วนที่คนเคยใช้ Linux อย่างฉันรู้สึกสนุกที่สุด เพราะพอเปิด Terminal บน Mac ขึ้นมา ความรู้สึกหลายอย่างมันคุ้นเหลือเกิน มี shell/ SSH/ permissions/ process/ pipes/ POSIX/ directory อย่าง /usr และ /bin ใช้ Git ใช้ Python หรือเอา Homebrew มาทำตัวเหมือน package manager ก็ได้ ซึ่งเหตุผลก็เพราะข้างใต้ macOS มีพื้นฐานชื่อ Darwin และหัวใจของ Darwin คือ kernel ที่ชื่อว่า XNU

Apple อธิบายโครงสร้างของมันไว้ว่ามีองค์ประกอบสำคัญจาก Mach, BSD และ I/O Kit โดย Darwin เองมีรากเทคโนโลยีจาก BSD, Mach และเทคโนโลยีที่ Apple พัฒนาขึ้นเอง Mach รับผิดชอบงานพื้นฐานอย่างการจัดการหน่วยความจำ scheduling และ interprocess communication ส่วน BSD ให้สิ่งที่ชาว UNIX คุ้นเคย เช่น process model, filesystem interface, networking, security model และ POSIX API จำนวนมาก แต่ XNU ไม่ใช่ Mach แบบ microkernel บริสุทธิ์ Apple นำ Mach และ BSD มาเชื่อมกันภายใน kernel address space เดียวกันเพื่อประสิทธิภาพ จึงมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม hybrid kernel ดังนั้น macOS ไม่ใช่ Linux และไม่ได้เป็น FreeBSD ที่ Apple เอามาติด Finder แต่มันมีญาติใกล้ชิดกับโลก UNIX/BSD อย่างปฏิเสธไม่ได้

แล้ว macOS เป็น UNIX จริงหรือแค่ Unix-like?

นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่าง เวลาเราพูดว่า Linux เป็น Unix-like หมายความว่ามันออกแบบตามแนวคิดและมาตรฐานของ UNIX แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็น UNIX ที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายการค้า แต่สำหรับmacOS ต่างออกไป

Apple เคยนำ macOS หลายรุ่นไปรับรองมาตรฐาน UNIX 03 กับ The Open Group จริง ๆ เช่น macOS 15 Sequoia ทั้งบน Apple Silicon และ Intel มีรายชื่ออยู่ในทะเบียน UNIX 03 อย่างเป็นทางการ ดังนั้นการเรียก Mac ว่า “UNIX workstation ที่มีหน้าตาของ Apple ครอบอยู่” ถึงจะเป็นคำอธิบายแบบง่าย ๆ แต่มันก็ไม่ได้เกินความจริงมากนัก

ญาติผู้ให้กำเนิดยังเหลืออยู่มากแค่ไหน?

ถ้าถามว่า macOS ปัจจุบันถอยห่างจาก NeXTSTEP, BSD และ UNIX ไปไกลแค่ไหน คำตอบของฉันคือ ไกลมาก และไม่ไกลเลยในเวลาเดียวกัน

ถ้ามองจากสิ่งที่ผู้ใช้เห็น macOS แทบไม่มีอะไรเหมือน UNIX ในยุคเดิมแล้ว Finder, Spotlight, AirDrop, iCloud, Continuity, Metal, SwiftUI, App Store, Time Machine หรือการใช้ trackpad gesture ล้วนเป็นโลกของ Apple เอง แม้แต่ระบบความปลอดภัยสมัยใหม่อย่าง code signing, sandbox, Gatekeeper, System Integrity Protection หรือการควบคุม system volume ก็เป็นสิ่งที่ Apple พัฒนาจน macOS มีบุคลิกของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าขุดลงไปถึงระดับระบบ Mach ยังอยู่ BSD ยังอยู่ POSIX ยังอยู่ UNIX process model ยังอยู่ และ NeXT ก็ยังทิ้งรอยเท้าเอาไว้ในสิ่งที่คนเขียนโปรแกรม Mac เห็นกันทุกวัน ชื่อคลาสจำนวนมากใน Cocoa เช่น NSObject, NSString,NSArray, NSWindow ซึ่งตัวอักษร NS ที่อยู่ข้างหน้าไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือร่องรอยจาก NeXTSTEP เปรียบเสมือนฟอสซิลชิ้นเล็ก ๆ จากระบบปฏิบัติการปลายยุค 1980 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโปรแกรม Mac ปี 2026

Mac เปลี่ยน CPU มาแล้วถึงสามโลก แต่ระบบยังเป็นระบบเดิม

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าพื้นฐานของ Mac OS X ถูกวางมาดีเพียงใดคือ Mac เปลี่ยนสถาปัตยกรรม processor ครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง จาก PowerPC ไป Intel และสุดท้ายเข้าสู่ Apple Silicon

การเปลี่ยนจาก PowerPC ไป Intel เริ่มขึ้นในปี 2005–2006 แต่ Apple ไม่จำเป็นต้องสร้างระบบปฏิบัติการใหม่อีกชุด

ปี 2020 เรื่องแบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ Apple เริ่มย้าย Mac จาก Intel ไปสู่ชิปที่ออกแบบเองอย่าง M1 คราวนี้ยิ่งไปไกลกว่าเดิม Apple สามารถควบคุม CPU, GPU, Neural Engine, memory architecture, ระบบความปลอดภัย ไปจนถึงระบบปฏิบัติการและ application framework ได้ด้วยตัวเอง Mac จึงค่อย ๆ กลายเป็นผลิตภัณฑ์แบบ vertical integration อย่างเต็มตัว บริษัทเดียวออกแบบแทบทุกชั้น ตั้งแต่ silicon ที่อยู่ล่างสุดไปจนถึง animation ที่เราเห็นบนหน้าจอ นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เวลาใช้ Mac แล้วบางครั้งรู้สึกว่า hardware กับ software มัน “รู้จักกัน” มากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป

จาก Mac OS X สู่ OS X และกลับมาเป็น macOS

ชื่อของระบบเองก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เริ่มจาก Mac OS X ต่อมา Apple ค่อย ๆ เรียกสั้นลงเป็น OS X ก่อนเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น macOS เพื่อให้เข้าชุดกับ iOS, watchOS และ tvOS แล้วในยุค Big Sur Apple ก็เลิกใช้เลข 10.x ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2001 เปลี่ยนเป็น macOS 11 และนับเลขเวอร์ชันต่อมาเรื่อย ๆ จนถึง macOS Tahoe 26 ที่ฉันกำลังใช้อยู่ตอนนี้

Tahoe มาพร้อมแนวทางการออกแบบ Liquid Glass, การปรับ Spotlight ครั้งใหญ่ รวมถึงการขยายความสามารถด้าน Apple Intelligence และ Continuity นึกอีกทีก็น่าขำตอนเริ่มอยากใช้ Mac ระบบยังชื่อ Mac OS X 10.3 พอได้ Mac เครื่องแรกจริง ๆ มันกลายเป็น macOS 26 ไปเสียแล้ว

และการเปลี่ยนผ่านจาก Intel ก็กำลังถึงตอนจบ

ในปี 2026 เรื่องที่ Apple เริ่มต้นไว้ตั้งแต่เปิดตัว M1 กำลังเดินมาถึงบทสุดท้าย

Apple เปิดตัว macOS 27 Golden Gate แล้วที่ WWDC26 และทิศทางของ developer tools ชัดเจนมากว่าโลก Mac กำลังกลายเป็น Apple Silicon-first อย่างเต็มรูปแบบ เช่น Xcode 27 กลายเป็น Apple Silicon-only แม้แต่ Rosetta ซึ่ง Apple สร้างขึ้นเพื่อให้โปรแกรม Intel สามารถทำงานบน Apple Silicon ได้ ก็กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ Apple ระบุว่า macOS 27 จะเป็น macOS รุ่นสุดท้ายที่รองรับ Rosetta สำหรับ Intel-only apps โดยทั่วไป 

Rosetta เกิดมาเพื่อช่วยพาผู้ใช้ข้ามสะพาน และตอนนี้ Apple กำลังจะเดินพ้นสะพานนั้นแล้ว สำหรับ MacBook Air M5 ที่อยู่ตรงหน้าฉัน นั่นหมายความว่ามันเกิดมาในโลกฝั่งใหม่เต็มตัว

อนาคตของ macOS ดูเหมือนกำลังเดินไปทางไหน?

จากสิ่งที่ Apple เปิดตัวในช่วงหลัง ทิศทางเริ่มมองเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ด้านหนึ่ง macOS จะยังรักษาความเป็น desktop operating system เอาไว้ เพราะ Mac ยังมี Finder, menu bar, window management, Terminal และรูปแบบการทำงานที่ต่างจาก iPhone หรือ iPad แต่อีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีใต้ระบบของอุปกรณ์ Apple กำลังเข้าใกล้กันขึ้น ใช้ Apple Silicon เหมือนกัน ใช้ framework ร่วมกันมากขึ้น ใช้บริการและ ecosystem ร่วมกัน และ AI กำลังเปลี่ยนจากการเป็น “ฟีเจอร์หนึ่ง” ไปสู่สิ่งที่ฝังอยู่ในระดับระบบ

ที่ WWDC26 Apple เปิดตัว macOS 27 พร้อม Siri AI รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถใช้ personal context ทำงานข้ามแอป เข้าใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ และใช้ข้อมูลจากหลายส่วนของระบบร่วมกันได้ ดังนั้นอนาคตของ macOS อาจไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนหน้าตาต่างหาก แต่อยู่ที่การทำให้ OS เข้าใจว่า ผู้ใช้กำลังทำอะไร ต้องการอะไร และสามารถทำงานแทนเราในระดับระบบได้มากขึ้น เป็นเรื่องน่าสนใจว่า ระบบที่ครั้งหนึ่งถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดเรื่อง graphical interface เพื่อไม่ให้คนต้องพิมพ์คำสั่งทุกอย่างเอง กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ผู้ใช้อาจเพียงบอกว่าอยากทำอะไร แล้วให้ระบบจัดการขั้นตอนที่เหลือให้ ในแง่หนึ่ง philosophy มันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก

ลดความซับซ้อนของคอมพิวเตอร์ แล้วปล่อยให้คนสนใจสิ่งที่ต้องการทำมากกว่าวิธีสั่งเครื่องให้ทำ

จาก NeXT Computer สู่ MacBook Air บนโต๊ะ

หลังจากตามอ่านประวัติทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมอง MacBook Air เครื่องนี้ต่างออกไปคือ ของที่อยู่ข้างในมันเก่ากว่าที่รูปลักษณ์ของมันบอกมาก ไม่ใช่เก่าในความหมายว่าล้าสมัย แต่เป็นระบบที่มีประวัติซ้อนกันอยู่หลายยุค ด้านบนมีแนวคิดของ Macintosh ปี 1984 — คอมพิวเตอร์ควรเป็นมิตรกับมนุษย์ ด้านล่างมี NeXTSTEP ปลายยุค 1980 — UNIX workstation สามารถมี GUI และ development environment ที่ยอดเยี่ยมได้ ลึกลงไปอีกมี Mach และ BSD ซึ่งมีประวัติย้อนกลับไปไกลกว่านั้น จากนั้น Apple ก็ค่อย ๆ วาง Quartz, Cocoa, Metal, APFS, Swift, SwiftUI, Apple Silicon, security architecture และ Apple Intelligence ทับลงไปทีละชั้น จนสุดท้ายกลายมาเป็น macOS ที่เราเห็นอยู่ในวันนี้

ดังนั้นถ้าจะสรุปวงศ์ตระกูลของมันแบบง่ายที่สุด UNIX และ BSD คือ DNA, Mach และ NeXTSTEP คือโครงกระดูก, Macintosh คือบุคลิกและหน้าตา ส่วน Apple ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา คือคนที่เลี้ยงสิ่งเหล่านี้ให้ค่อย ๆ เติบโตและเปลี่ยนรูปร่างไปตามยุคสมัย

Classic Mac OS ตัวจริงจากปี 1984 ตายไปนานแล้ว NeXTSTEP ในฐานะผลิตภัณฑ์ก็หายไปจากโลกนานแล้วเช่นกัน แต่แนวคิดของทั้งคู่กลับยังมีชีวิตอยู่พร้อมกันใน Mac ทุกเครื่อง และมันก็น่าประหลาดดี เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ฉันเคยมอง Mac ตามหน้าร้านแล้วคิดเพียงว่า สักวันหนึ่งคงอยากมีใช้กับเขาบ้าง วันนี้ MacBook Air M5 เครื่องหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เคยเป็นเพียงของที่ได้จับ ๆ เขี่ย ๆ ตามร้าน กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เปิดใช้ทุกวันไปเสียแล้ว และยิ่งรู้ว่าระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นเดินทางผ่าน Macintosh, UNIX, NeXTSTEP, PowerPC, Intel จนมาถึง Apple Silicon อย่างไร… ก็ยิ่งรู้สึกว่า กว่าจะเดินทางมาถึง Mac เครื่องแรกของฉัน ทั้งฉันและ Mac ต่างก็ใช้เวลากันมานานเหลือเกิน

IT officer, responsible for network communication systems and a chic person.

Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted

Discover more from Diario Bitter

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x