Posted in

ฟองสบู่ AI: เมื่อโลกปัญญาประดิษฐ์เดินมาถึงจุดเปลี่ยน (และทำไมมือถือ-คอมพิวเตอร์ของคุณถึงแพงขึ้นเรื่อยๆ)

ถ้าคุณเพิ่งไปเดินดูราคาแรม โน้ตบุ๊ก หรือมือถือรุ่นใหม่แล้วรู้สึกว่า “ทำไมแพงขึ้นทั้งที่เป็นสเปกเดิม” คุณไม่ได้คิดไปเอง เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า เรากำลังอยู่ใน “ฟองสบู่ AI” หรือไม่

บทความนี้จะพาไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นจริง นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญมองเรื่องนี้อย่างไร อนาคตอาจไปทางไหนได้บ้าง และที่สำคัญ มันเกี่ยวอะไรกับกระเป๋าเงินของคนธรรมดาอย่างเราที่แค่อยากซื้อคอมหรือมือถือสักเครื่อง

เกิดอะไรขึ้นในโลก AI ตอนนี้

ตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินลงทุนด้าน AI มหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน งบลงทุน (capex) ของ Microsoft, Alphabet (Google), Amazon และ Meta รวมกันในปีนี้อยู่ที่ราว 700,000-725,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการประเมินว่าอาจแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สูงลิ่ว แต่คือ รูปแบบการลงทุนที่วนเป็นวงกลม ระหว่างบริษัทไม่กี่แห่ง ยกตัวอย่างเช่น

  • Nvidia ทุ่มเงินลงทุนใน OpenAI สูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีเงื่อนไขแฝงว่า OpenAI ต้องเอาเงินนั้นไปซื้อชิป Nvidia กลับมาติดตั้ง
  • OpenAI เซ็นสัญญากับ Oracle มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล แล้ว Oracle ก็เอาเงินนั้นไปซื้อชิปจาก Nvidia ต่ออีกทอด
  • OpenAI ยังได้รับสิทธิซื้อหุ้น AMD ในราคาพิเศษ แลกกับสัญญาซื้อชิปมูลค่ามหาศาล

พูดง่ายๆ คือเงินก้อนเดียวกันวิ่งวนไปมาระหว่างบริษัทในเครือข่ายเดียวกัน จนดูเหมือนความต้องการ (demand) กำลังเติบโตระเบิด ทั้งที่จริงๆ อาจเป็นแค่การ “จองคิว” ทรัพยากรที่หายากไว้ล่วงหน้า

Michael Burry นักลงทุนชื่อดังที่เคยทำนายวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 ได้ถูกต้อง ถึงกับเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับกลยุทธ์ทางบัญชีของ Enron ก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 และเปิดสถานะขายชอร์ตหุ้น Nvidia กับ Palantir อย่างเป็นทางการ

สัญญาณเตือนที่นักวิเคราะห์จับตา

1. มูลค่าหุ้นตึงเกินค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์

อัตราส่วน P/E10 (ราคาต่อกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 39.8 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 17.7 เท่า — สูงกว่าเกือบเท่าตัว ขณะที่หุ้นเพียง 10 อันดับแรกใน S&P 500 (ส่วนใหญ่คือกลุ่ม AI/เทค) คิดเป็นสัดส่วนกว่าหนึ่งในสามของทั้งดัชนี หมายความว่าถ้าหุ้นกลุ่มนี้สะดุด ตลาดทั้งระบบจะสั่นสะเทือนตาม

2. ตลาดหุ้นผันผวนรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เกิดขึ้นจริงหลายรอบตลอดปีนี้

  • มิถุนายน: หุ้นชิปทั่วโลกร่วงหลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ดิ่งลงถึง 9% ภายในวันเดียว
  • กรกฎาคม: มูลค่าหุ้นชิปกลุ่ม AI ทั่วโลกรวมกันหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในไม่กี่วัน จากความกังวลเรื่องดีลวงกลมและ capex ที่อาจถึงจุดพีคเร็วกว่าที่คาด
  • สิงหาคม: หุ้น Nvidia ร่วงอีกครั้งหลังมีรายงานว่ากำลังค้ำประกันวงเงินให้ OpenAI สูงถึง 250,000-500,000 ล้านดอลลาร์

รูปแบบที่เห็นชัดคือตลาดเริ่ม “ตื่นตูม” ง่ายขึ้นทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับดีลวงกลมหรือการเพิ่ม capex แบบก้าวกระโดด

3. ผลตอบแทนทางธุรกิจยังไม่คุ้มค่าอย่างที่หวัง

งานวิจัยจาก MIT (โครงการ NANDA) สำรวจโครงการ AI ในองค์กรกว่า 300 โครงการ พบว่า 95% ของโครงการนำร่อง Generative AI ไม่สร้างผลตอบแทนทางการเงินที่วัดผลได้ชัดเจน มีเพียง 5% เท่านั้นที่ต่อยอดจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างมูลค่า ทั้งนี้นักวิเคราะห์บางส่วนแย้งว่าปัญหาหลักอยู่ที่การผสานระบบภายในองค์กร ไม่ใช่ตัว AI เอง และตัวเลขนี้ถูกนำไปตีความเกินจริงในสื่อบางส่วน

ผลกระทบที่ “เกิดขึ้นแล้ว” กับฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์

นี่คือส่วนที่ใกล้ตัวผู้บริโภคที่สุด และเป็นเหตุผลที่คุณรู้สึกว่าของแพงขึ้นจริงๆ

แรมและ SSD ขาดตลาดหนัก

ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก (Samsung, SK Hynix, Micron ซึ่งครองตลาดรวมกันกว่า 95%) ทุ่มกำลังการผลิตไปที่ HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหน่วยความจำเฉพาะทางสำหรับชิป AI ในศูนย์ข้อมูล จนแทบไม่เหลือกำลังผลิตให้ตลาดผู้บริโภคทั่วไป ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ

  • ราคา DRAM ในสัญญาซื้อขายพุ่งขึ้น 90-170% เมื่อเทียบปีต่อปีในบางไตรมาส
  • ราคาแรมสำหรับผู้บริโภคทั่วไปพุ่งสูงสุดถึง 89-110% ส่วน SSD พุ่งถึง 147%
  • ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่อย่าง Dell, HP, Lenovo ต้องปรับราคาสินค้าขึ้น 15-20%
  • ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนบางรายเริ่ม “ลดสเปก” หน่วยความจำในรุ่นกลาง-ล่างเพื่อประคองต้นทุน
  • Micron ถึงกับยกเลิกแบรนด์เพื่อผู้บริโภคอย่าง Crucial เพื่อทุ่มกำลังผลิตทั้งหมดให้ลูกค้าศูนย์ข้อมูล

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่าภาวะขาดแคลนนี้อาจลากยาวไปถึงปี 2570 หรือหลังจากนั้น เพราะโรงงานผลิตใหม่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มผลิตได้เต็มกำลัง

โครงข่ายไฟฟ้าตึงตัว

ศูนย์ข้อมูล AI ใช้ไฟฟ้ามหาศาล งานประมวลผล AI หนึ่งครั้งอาจกินไฟมากกว่าการค้นหาเว็บทั่วไปนับพันเท่า ในสหรัฐฯ คิวรอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ยาวเฉลี่ยถึง 5 ปีในหลายพื้นที่ บางโซนของรัฐเวอร์จิเนีย สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลสูงเกิน 39% ของทั้งพื้นที่แล้ว ทำให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่เริ่มลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเอง รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อไม่ต้องพึ่งพาโครงข่ายสาธารณะ

สองมุมมอง: ฟองสบู่จริงหรือแค่การเติบโตปกติ

ฝ่ายกังวล มองว่ารูปแบบดีลวงกลมและมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวคล้ายกับสัญญาณก่อนฟองสบู่ดอทคอมแตก ซึ่งครั้งนั้นดัชนี Nasdaq ร่วงไป 77% และใช้เวลาถึง 15 ปีกว่าจะกลับไปแตะจุดสูงสุดเดิม

ฝ่ายมองบวก ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันต่างจากยุคดอทคอมตรงที่บริษัท AI ยักษ์ใหญ่มีกำไรและกระแสเงินสดจริงรองรับ ไม่ใช่บริษัทไม่มีรายได้แบบยุค 2000 อีกทั้งดีลส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยการขายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยแบบที่เกิดในฟองสบู่คลาสสิก แต่เป็นการล็อกซัพพลายทรัพยากรที่หายากผ่านสัญญาระยะยาว

พูดง่ายๆ คือ ยังไม่มีฉันทามติที่ชัดเจนว่านี่คือฟองสบู่แท้ๆ หรือแค่การเติบโตที่ผันผวนหนักตามธรรมชาติของเทคโนโลยีใหม่ที่มาแรง

อนาคตน่าจะเป็นอย่างไร

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ มีความเป็นไปได้หลักๆ อยู่สามทาง

  1. ฟองสบู่แตกแบบฉับพลัน หากความเชื่อมั่นพลิกกลับพร้อมกัน (เช่น บริษัทใหญ่รายงานผล ROI ที่น่าผิดหวัง) อาจเกิดการปรับฐานรุนแรงทั่วตลาด เพราะการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาหุ้นกลุ่ม AI กลุ่มเดียวมากเกินไป
  2. ชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป capex เริ่มเติบโตช้าลง บริษัทที่ลงทุนเกินตัวต้องปรับแผน แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต เพราะพื้นฐานธุรกิจยังแข็งแรงกว่ายุคดอทคอม
  3. เติบโตต่อเนื่องแบบมีจังหวะสะดุดเป็นระยะ ตลาดยังคงผันผวนหนักเป็นช่วงๆ ตามที่เห็นมาตลอดปีนี้ แต่ไม่ถึงขั้นล่มสลาย

ไม่ว่าจะเป็นทางไหน สิ่งที่แน่นอนคือภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยังกดดันราคาฮาร์ดแวร์ผู้บริโภคต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

แล้วผู้บริโภคอย่างเราควรทำอย่างไร

ถ้าคุณใช้งาน AI (ChatGPT, Claude, เครื่องมือ AI อื่นๆ):

  • บริการ AI ระดับผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่น่าจะหายไปทันที เพราะเป็นสินค้าที่บริษัทใหญ่ยังต้องการฐานผู้ใช้เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว แต่ราคาสมัครสมาชิกอาจปรับขึ้นได้หากต้นทุนการประมวลผลยังคงสูง
  • อย่าผูกธุรกิจหรือเวิร์กโฟลว์สำคัญไว้กับเครื่องมือ AI เพียงเจ้าเดียวทั้งหมด เผื่อไว้สำหรับความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรม

ถ้าคุณกำลังจะซื้อคอมพิวเตอร์หรือมือถือ:

  • หากไม่จำเป็นเร่งด่วน อาจพิจารณาซื้อตอนนี้ก่อนราคาแรม/SSD ขยับขึ้นอีก เพราะแนวโน้มในปีหน้ายังเป็นขาขึ้นตามการคาดการณ์ของผู้ผลิต
  • มองหารุ่นที่มีแรมเพียงพอต่อการใช้งานระยะยาว เพราะการอัปเกรดในอนาคตอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่เคย

ถ้าคุณทำธุรกิจที่เกี่ยวข้อง:

  • ธุรกิจที่พึ่งพาฮาร์ดแวร์ (ร้านประกอบคอม, ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอที) ควรวางแผนสต๊อกและราคาล่วงหน้า เพราะต้นทุนวัตถุดิบผันผวนสูง
  • ธุรกิจที่นำ AI มาใช้ในองค์กร ควรตั้งเป้าหมาย ROI ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น และเลือกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แทนการใช้เครื่องมือทั่วไปแบบลอยๆ ตามที่งานวิจัยของ MIT ชี้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกโครงการที่สำเร็จออกจากโครงการที่ล้มเหลว

สรุป

ไม่ว่า “ฟองสบู่ AI” จะแตกจริงหรือไม่ในท้ายที่สุด ผลกระทบบางส่วนได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในกระเป๋าเงินของผู้บริโภคทั่วไป ผ่านราคาคอมพิวเตอร์และมือถือที่แพงขึ้น และในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ตึงตัวขึ้นทุกวัน ส่วนคำถามใหญ่ที่ว่าตลาดหุ้นจะปรับฐานรุนแรงเมื่อไหร่นั้น ยังไม่มีใครฟันธงได้ชัดเจน มีเพียงสัญญาณเตือนจากหลายสำนักการเงินระดับโลกที่ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด


บทความนี้รวบรวมและสรุปจากข้อมูลข่าวสารและรายงานวิเคราะห์จากสื่อและสถาบันการเงินระดับนานาชาติ ณ ช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน 2569 สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้อ่านควรติดตามข่าวสารล่าสุดประกอบการตัดสินใจ

IT officer, responsible for network communication systems and a chic person.

Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted

Discover more from Diario Bitter

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x