ทุกวันนี้ความสมบูรณ์ของครอบครัวของคนไทยสำหรับนี่เชื่อว่าน้อยกว่าครอบครัวที่มีปัญหา ทั้งการมีชู้ มากเมียหลายผัว ความเป็นอยู่และความรู้สึกของแต่ละคนที่อยู่ในครอบครัวจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ความเห็นของนี่เป็นเพียงหนึ่งความเห็นจากลูกคนหนึ่ง และหลานคนหนึ่งที่เกิดมาจากการที่ยายเป็นเมียคนที่ 3 ของตา และพ่อมีเมียน้อย
ตั้งแต่จำความได้
ถ้าใครเคยดูละครเรื่องลอดลายมังกร หรือมงกุฎดอกส้ม นั่นเป็นภาพสะท้อนสภาพของครอบครัวคนจีนสมัยนั้นจริงๆ คือ หนึ่งผัว มากเมีย เพราะในสมัยนั้นการมีลูกเยอะๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพราะทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในสมัยนั้น แต่สิ่งที่ตามมาของการมากเมียก็คือปัญหาในครอบครัว ทั้งเล็กน้อย และเป็นเรื่องใหญ่
ในฐานะหลาน
ก๋ง หรือตา เป็นผู้อพยพมาจากเมืองจีน ดั้งเดิมมีเมียและลูกที่นั่นอยู่แล้วแต่ไม่ได้มาวุ่นวายอะไรที่เมืองไทย หลังจากอยู่เมืองไทยก็มีเมียอีกคน ตัวนี่เรียกยาย…(ชื่อยาย) ต่อมามีเมียอีกคนก็คือยายของนี่ นัยว่าเอามาช่วยงาน นิกเนมคือเมียคนใช้ เพราะสมัยนั้นก๋งทำธุรกิจใหญ่ธุรกิจนึง
ภาพของนี่ตั้งแต่จำความได้อยู่ในบ้านคนละหลังกับตาและยาย… มารู้ทีหลังคือบ้านที่อยู่นั้นสร้างใต้โกดังเก็บไม้ สำหรับนี่ไม่ได้รู้สึกถึงความต่างระหว่างบ้านธรรมดา (โกโรโกโส) พื้นปูนขัดมัน ปูเสื่อน้ำมัน ติดกันเป็นห้องที่ใช้ไม้ ทั้งแผ่นเล็ก แผ่นใหญ่มาตีกั้นห้องง่ายๆ ที่นี่อยู่กับยายและลูกหลานฝั่งยาย กับบ้านก๋งที่พูดง่ายๆ ก็บ้านคนจีนรวยๆ ในสมัยนั้น แต่ที่รู้สึกจริงๆ คือตอนรวมญาติ ตอนที่ยังเป็นเด็ก (มากๆ) เวลาเล่นกันกับหลานบ้านใหญ่ก็สนุกดี แต่พอโตขึ้นเริ่มพวกลูกหลานบ้านใหญ่เริ่มออกอาการ เริ่มมีการพูดกดดัน แขวะ แบ่งพรรคแบ่งพวก พวกผู้ใหญ่ที่เป็นลูกยาย… ก็ร้ายพอกัน เหมือนกับว่าทำอะไรยาย แม่และพี่น้องของแม่นี่ไม่ได้ จึงมาทำกับนี่ ด้วยความเป็นเด็กในสมัยนั้นทำอะไรได้ไม่มาก ได้แต่ร้องไห้ไปหายาย สำหรับแม่ไม่ค่อยอยู่หรอก ทำแต่งานเพราะต้องหากินคนเดียว เนื่องจากได้เลิกกับพ่อไปนานแล้ว

ในฐานะลูก
เกริ่นไปแล้วว่าพ่อกับแม่เลิกกัน ภาพจำคือสมัยเด็กๆ พ่อแม่อยู่ด้วยกัน ได้กินนอนด้วยกันพ่อแม่ลูก แต่ความทรงจำตอนที่พ่อเริ่มไม่อยู่นั้นหายไป จำได้คับคล้ายคับคลา อาจจะเพราะช่วงนั้นสนุกสนานกับการเล่น ที่บ้านมีหลานยายที่เป็นลูกน้องสาวยายมาอยู่ด้วยเยอะมาก สาวๆ ทั้งนั้น เล่นกันสนุกสนาน มารับรู้อีกทีคือพ่อไปมีเมียน้อยแล้ว และใช้เวลาซักพักก่อนพ่อกับแม่จะหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ สมัยเด็กๆ มีเพลงที่ร้องให้พ่อฟัง ประมาณว่า “ถ้าไม่เลิกกับเมียน้อย คุณแม่จะพาหนี ไม่ให้เจอคุณพ่ออีกต่อไป แล้วก็ต่อด้วยการด่าเมียน้อยพ่อ” นึกถึงแล้วก็ตลกดี
โตมาอย่างไร
อยู่กับแม่ ส่วนน้องสาวอยู่ด้วยกันซักพักก็มาขอแม่เพื่อย้ายไปอยู่กับปู่ย่าที่ต่างอำเภอ (อยู่ ตจว. นะ) สมัยเด็กๆ เรียนโรงเรียนเดียวกับที่แม่สอน (แม่เป็นครูโรงเรียนเอกชน ณ เวลานั้น) น้องสาวก็เรียนที่เดียวกัน เลยไม่ได้รู้สึกห่างกันมาก มาห่างกันจริงๆ ก็ตอนมัธยมที่นี่ย้ายไปอีกโรงเรียนนึง แม่มีปัญหาด้านสุขภาพทำให้ต้องออกจากการเป็นครู ส่วนน้องสาวเรียนโรงเรียนเดิม จึงไม่ค่อยได้เจอกับน้องสาว สำหรับแม่หันไปประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้า ช่วงปิดเทอมใหญ่ตอนสงกรานต์ แม่กับพ่อเลี้ยงจะไปขายที่จังหวัดอื่นเป็นเดือนๆ นี่ต้องอยู่บ้านคนเดียว เลยทำให้เริ่มสนุกกับการอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ส่วนตอนเรียนมหาวิทยาลัย และตอนทำงาน เคยมีเมทอยู่ด้วยกัน แต่สุดท้ายก็มีปัญหาจนต้องอยู่คนเดียวมาถึงทุกวันนี้

ปัญหาของครอบครัวที่แตกแยกที่ได้รับ
ถามว่าเป็นคนเก็บกดไหม นี่ว่าไม่นะ ออกแนวระเบิดไปเลยซะมากกว่า แต่ ณ ปัจจุบันที่อายุจะ 40 ปีแล้ว ปลงไปได้เยอะ พ่อก็ตายไปแล้ว แม่ก็มีความสุขดีกับพ่อเลี้ยง น้องสาวก็มีชีวิตการงานที่มั่นคง เหมือนไม่มีปัญหา อาจจะเพราะปัญหามันจบไปแล้วล่ะมั้ง
ปัญหาสมัยก๋ง ในฐานะหลาน ไม่มีปํญหาอะไร รุ่นแม่ๆ แบ่งมรดกกันเสร็จแล้ว เชงเม้งก็มาเจอกัน ทำกิจกรรมร่วมกันปกติ งานแต่ง งานตาย ก็ไปร่วมงานกันตามประสาพี่น้องลูกหลาน
ปัญหาของพ่อกับแม่ จบในวันที่ส่งร่างพ่อไปเป็นอาจารย์ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเสร็จงานแล้วตามกลับไปเอาอะไรบางอย่างที่บ้านเมียน้อย ระหว่างนั่งคุยกัน อีนังเมียน้อยกับแม่ของมันพูดจาเล่ารำลึกความหลังระหว่างมันับพ่อนี่ ประมาณว่ารักกันกับพ่อนี่แต่แม่นี่ตามมาราวี นี่ฟังยังไม่ทันจบเลยรีบลากน้องสาวกลับทันที ตอนที่จะเอาส้นตีนถีบไปยังอีสองแม่ลูกนั่น พร้อมสาปส่งพวกมัน กรรมใครกรรมมัน เอาตัวให้รอดแล้วกัน
สิ่งที่เป็นปัญหา คือเมื่อวันที่อ่อนล้า อ่อนแอ เรื่องนี้จะกลับมาหลอกหลอน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทรุดลงไปอีก มันเป็นปมในใจที่ไม่มีวันลบเลือน เพียงแต่ไม่ได้เอามาใส่ใจในยามปกติเท่านั้น
เป็นสาเหตุที่เป็นโสด ?
ใช่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดทำให้ไม่เชื่อในความรัก ไม่เชื่อในรักนิรันดิ์ หรือภาษาอังกฤษคือ forever แต่เชื่อในคำว่า together หรือต่อไปมากกว่า ยิ่งได้ฟังเรื่องผี ได้ดูรายการเกี่ยวกับผีและเวรกรรมมากขึ้นจึงเชื่อในเรื่องเวรกรรม และยิ่งตอกย้ำความคิดว่าความรักมัน together คืออยู่กันไปจนหมดกรรมก็ต้องจากกัน ทำให้เข้าใจตัวเองว่าคงมีกรรมอะไรบางอย่างทำให้ไม่มีคู่ชีวิต และไม่ถวิลหาความรักเพราะรู้ว่ามันจะทำให้เจ็บ ยิ่งผ่านเวลามาจนถึงตอนนี้ที่เป็นกะเทยแก่ๆ คนหนึ่ง มีลมหายใจรอดไปวันๆ ก็ถือว่าบุญแล้ว มีความสุขกับสิ่งที่มีคือคติของนี่ ณ ปัจจุบัน
