หลังจากเล่าขานตำนาน Sugababes กันไปแล้ว ก็ขอข้ามจากฝั่ง UK ไป US บ้าง เพราะจริงๆ ก็ชอบวงนี้มากเหมือนกัน และติดตามมาก่อน Sugababes ซะอีก อย่างว่าอะนะ สมัยนั้นเป็นกะเทยภูธร ทะลึ่งมารู้จักวงดนตรีต่างประเทศได้นี่ก็ประหลาดมากล่ะนะ
สำหรับ Destiny’s Child นั้นเป็นหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป๊อป วงนี้ได้สร้างผลงานที่ทรงอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังมากมาย มาลองดูตั้งแต่เริ่มต้นของวงนี้ เท่าที่พอจะรวบรวมได้ละกันนะ
จุดเริ่มต้นของมิตรภาพและความฝัน (1990-1996)
เรื่องราวของ Destiny’s Child เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อ Kelly Rowland ย้ายมาอยู่กับครอบครัวของ Beyoncé เนื่องจากปัญหาครอบครัว ทั้งสองสาวสร้างสายสัมพันธ์แบบพี่น้องและแบ่งปันความรักในดนตรีร่วมกัน พวกเธอเริ่มแสดงดนตรีในการแข่งขันท้องถิ่น ฝึกฝนทักษะและการทำงานเป็นทีม
ต่อมา Beyoncé และ LaTavia Roberson ได้พบกันในการออดิชันสำหรับวงเกิร์ลกรุ๊ปในฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ไม่นานหลังจากนั้น Kelly และ LeToya Luckett ก็เข้าร่วมวง พวกเธอเริ่มแสดงภายใต้ชื่อต่างๆ เช่น Girl’s Tyme แม้จะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่วงจะประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ พวกเธอแสดงในรายการประกวดความสามารถ รวมถึง Star Search แต่ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ ความพ่ายแพ้นี้กลายมาเป็นแรงผลักดันให้สาวๆ ทำงานหนักขึ้นไปอีก

บทบาทสำคัญในการก่อตั้งวงมาจากพ่อแม่ของ Beyoncé โดย Mathew Knowles พ่อของ Beyoncé ลาออกจากงานในปี 1995 เพื่อมาเป็นผู้จัดการวงเต็มตัว การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความตึงเครียดในครอบครัวเนื่องจากปัญหาทางการเงิน แต่ความมุ่งมั่นของ Mathew ก็ส่งผล เขาสามารถหาข้อตกลงและโอกาสให้กับวงได้ ส่วน Tina Knowles แม่ของ Beyoncé มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเครื่องแต่งกายของวง สร้างเอกลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่นซึ่งกลายเป็นไอคอนิกเมื่อพวกเธอมีชื่อเสียงมากขึ้น
วงผ่านการเปลี่ยนแปลงชื่อและสมาชิกหลายครั้ง แต่ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 พวกเธอตัดสินใจใช้ชื่อ Destiny’s Child ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิล พวกเธอเซ็นสัญญากับ Columbia Records ในปี 1997 ถือเป็นการเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ Destiny’s Child ก่อนอัลบั้มแรก พวกเธอยังคงแสดงและบันทึกเดโมเพลง เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่วงการเพลง
การเติบโตสู่ความสำเร็จ (1997-2006)
ภายใต้การนำของ Mathew Knowles วง Destiny’s Child ถูกนำพาไปสู่ความสำเร็จอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับ Mathew นั้นขึ้นชื่อลือชาในฐานะผู้จัดการที่เข้มงวด คอยดูแลให้วงรักษาจรรยาบรรณในการทำงานอย่างเคร่งครัดและรักษาภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ ในขณะเดียวกัน การออกแบบเครื่องแต่งกายของ Tina แม่ของ Beyoncé ก็ช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับวงในด้านภาพลักษณ์ ทำให้สมาชิกในวงมีลุคที่เป็นเอกลักษณ์และน่าจดจำบนเวที
Destiny’s Child ปล่อยซิงเกิลแรก “No, No, No” ในช่วงปลายปี 1997 ตามด้วยอัลบั้ม Destiny’s Child ในปี 1998 ซิงเกิลประสบความสำเร็จในทันที โดยเฉพาะเวอร์ชันรีมิกซ์ที่ร่วมกับ Wyclef Jean ซึ่งขึ้นไปถึงอันดับ 3 บน Billboard Hot 100 นักวิจารณ์ชื่นชมการประสานเสียงและการแสดงบนเวทีของวง ยกย่องให้เป็นดาวรุ่งในวงการ R&B อัลบั้มแรกขึ้นไปถึงอันดับ 67 บน Billboard 200 วางรากฐานสำหรับความสำเร็จในอนาคต
อัลบั้มที่สองของ Destiny’s Child “The Writing’s on the Wall” ออกในปี 1999 มีเพลงฮิตอย่าง “Bills, Bills, Bills” ซึ่งกลายเป็นซิงเกิลอันดับหนึ่งเพลงแรกของพวกเธอ และ “Say My Name” ที่กลายเป็นเพลงฮิตระดับโลกและคว้ารางวัลแกรมมี่สองรางวัล อัลบั้มนี้ขายได้กว่า 8 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา ตอกย้ำตำแหน่งของพวกเธอในฐานะหนึ่งในวง R&B ชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จ ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อมีข่าวว่า LeToya Luckett และ LaTavia Roberson ไม่พอใจกับการจัดการของ Mathew Knowles โดยเชื่อว่าพวกเธอถูกลดความสำคัญลงเพื่อเน้นสมาชิกที่เป็นคนในครอบครัวอย่าง Beyoncé และ Kelly เหตุการณ์นี้นำไปสู่การไล่ทั้งสองคนออกในต้นปี 2000 และสร้างความตกใจให้กับแฟนๆ เมื่อมิวสิควิดีโอของ “Say My Name” เปิดตัวพร้อมสมาชิกใหม่ Michelle Williams และ Farrah Franklin

Farrah Franklin เข้ามาร่วมวงพร้อมกับ Michelle Williams แต่อยู่ได้เพียง 5 เดือนก็ออกจากวง Farrah อ้างเหตุผลส่วนตัว แต่ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในและตารางงานที่หนักหน่วง ภายหลัง Farrah เปิดเผยว่าเธอรู้สึกแปลกแยกจากวง และการจากไปอย่างกะทันหันของเธอก็สร้างการคาดเดาในสื่อไปต่างๆ นานา
อัลบั้มที่สาม “Survivor” ออกในปี 2001 โดยมีเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มที่ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อความขัดแย้งภายในวง อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับหนึ่งบน Billboard 200 และขายได้กว่า 663,000 ชุดในสัปดาห์แรก เพลง “Survivor” กลายเป็นเพลงแห่งความอดทน ในขณะที่เพลงฮิตอื่นๆ เช่น “Bootylicious” ยิ่งเพิ่มความนิยมให้กับวงขึ้นไปอีก

ในช่วงเวลาหลังจากการโปรโมทอัลบั้มนี้ สมาชิกแต่ละคนเริ่มวางรากฐานสำหรับการทำงานเดี่ยว Beyoncé เริ่มแสดงในภาพยนตร์ Austin Powers in Goldmember ในปี 2002 Kelly Rowland ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเพลงดูเอต “Dilemma” ร่วมกับ Nelly และปล่อยอัลบั้มเดี่ยวแรก Simply Deep ในปี 2002 ส่วน Michelle Williams หันไปทำเพลงกอสเปลกับอัลบั้ม Heart to Yours
ในช่วงปลายปี 2001 Destiny’s Child ยังได้ปล่อยอัลบั้มพิเศษ “8 Days of Christmas” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางดนตรีของวง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าอัลบั้มก่อนหน้า แต่ก็เป็นที่นิยมในช่วงเทศกาล
Destiny’s Child กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 2004 เพื่อปล่อยอัลบั้มสตูดิโอชุดสุดท้าย “Destiny Fulfilled” อัลบั้มนี้แสดงออกถึงวุฒิภาวะที่เพิ่มมากขึ้นของสมาชิกในวง แต่ละเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก อกหัก และการเติบโตของเด็กผู้หญิงจนถึงผู้หญิงคนหนึ่ง แม้จะไม่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์เท่าผลงานก่อนหน้า แต่อัลบั้มก็ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย และยังขึ้นอันดับสองบน Billboard 200 ในช่วงเวลาในความสำเร็จนี้ วงได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า Destiny Fulfilled จะเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่ทำร่วมกันในนาม Destiny’s Child วงได้ออกทำการแสดงทัวร์อำลาทั่วโลก ซึ่งทำรายได้กว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การแยกวงและเส้นทางเดี่ยว (2006-ปัจจุบัน)
Destiny’s Child ประกาศแยกวงอย่างเป็นทางการในปี 2006 โดยสมาชิกแต่ละคนมุ่งเน้นไปที่การทำงานเดี่ยว Beyoncé ยังคงครองความเป็นผู้นำในวงการเพลงและบันเทิง กลายเป็นไอคอนระดับโลก Kelly Rowland ประสบความสำเร็จในยุโรปและร่วมงานกับศิลปินชั้นนำในแนวเพลงแดนซ์และ R&B ส่วน Michelle Williams ยืนหยัดในวงการเพลงกอสเปลและละครเวที โดยได้แสดงในโปรดักชั่นบรอดเวย์ชื้นนำหลายเรื่อง
ในการให้สัมภาษณ์ สมาชิกทั้งสามคนพูดถึงช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันด้วยความรู้สึกดี เน้นย้ำว่าการตัดสินใจแยกทางกันเป็นไปด้วยความสมัครใจและเป็นมิตร แม้จะแยกวงแล้ว Destiny’s Child ก็ยังได้กลับมารวมตัวกันในการแสดงพิเศษหลายครั้ง รวมถึงการแสดงครึ่งเวลาของ Super Bowl ในปี 2013 และการแสดงของ Beyoncé ที่ Coachella ในปี 2018 ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก
อัลบั้มหลังการแยกวงและการรวมตัวครั้งสำคัญ
อัลบั้ม “1st” (2005)
หลังจากประกาศแยกวงอย่างเป็นทางการ Destiny’s Child ได้ปล่อยอัลบั้มรวมฮิตชุดสุดท้ายชื่อ “#1’s” (อ่านว่า Number Ones) ในเดือนตุลาคม 2005 อัลบั้มนี้รวบรวมเพลงฮิตที่เคยขึ้นอันดับ 1 ของวงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับเพลงใหม่สามเพลง
หนึ่งในเพลงใหม่คือ “Stand Up for Love” ซึ่งถูกเลือกให้เป็นเพลงประจำวันเด็กโลกประจำปี 2005 เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของวงในการใช้ดนตรีเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม แม้ว่าเพลงนี้จะไม่ประสบความสำเร็จบนชาร์ตเท่าเพลงฮิตก่อนหน้า แต่ก็ได้รับการชื่นชมในแง่ของเนื้อหาและความตั้งใจ
อัลบั้ม “#1’s” ประสบความสำเร็จทางการค้า โดยขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต US Top R&B/Hip-Hop Albums และอันดับ 6 บน Billboard 200 นับเป็นการปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับหนึ่งในวงเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์
การรวมตัวและเพลง “Nuclear” (2013)
ในปี 2013 แฟนเพลงของ Destiny’s Child ได้รับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่เมื่อวงประกาศการรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อปล่อยอัลบั้มรวมฮิตชุดใหม่ชื่อ “Love Songs” อัลบั้มนี้รวบรวมบทเพลงรักที่โรแมนติกที่สุดของวงตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับเพลงใหม่หนึ่งเพลงชื่อ “Nuclear“
“Nuclear” เป็นเพลงที่โปรดิวซ์โดย Pharrell Williams นักดนตรีและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง เพลงนี้มีเสียงที่แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าของวง โดยมีกลิ่นอายของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และ R&B ยุค 90 ผสมผสานกับการประสานเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Destiny’s Child
แม้ว่า “Nuclear” จะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับเพลงฮิตในอดีตของวง แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ดนตรี โดยหลายคนชื่นชมการทดลองทางดนตรีและการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของศิลปิน Rolling Stone ให้คะแนนเพลงนี้ 3.5 ดาวจาก 5 โดยกล่าวว่าเป็น “การกลับมาที่น่าประทับใจ”
การรวมตัวครั้งนี้ยังนำไปสู่การแสดงสดร่วมกันในงาน Super Bowl XLVII Halftime Show ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเดี่ยวของ Beyoncé การแสดงครั้งนี้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลกและตอกย้ำสถานะของ Destiny’s Child ในฐานะหนึ่งในวงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป๊อป

เรื่องราวที่น่าสนใจ
- การเปลี่ยนแปลงสมาชิก: การเปลี่ยนแปลงสมาชิกของวงสร้างความสนใจและการถกเถียงในวงการเพลง โดยเฉพาะการออกจากวงของ LeToya Luckett และ LaTavia Roberson ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องและความขัดแย้งในที่สุด
- การสร้างแบรนด์: Destiny’s Child ไม่ได้ประสบความสำเร็จเฉพาะในด้านดนตรีเท่านั้น แต่ยังสร้างแบรนด์ของตัวเองผ่านสินค้าต่างๆ เช่น ตุ๊กตา เสื้อผ้า และน้ำหอม
- ผลกระทบต่อวัฒนธรรมป๊อป: Destiny’s Child ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบในวงการเพลงเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อแฟชั่นและวัฒนธรรมป๊อปด้วย ชุดแสดงที่ออกแบบโดย Tina Knowles กลายเป็นไอคอนแฟชั่นของยุค 90 และต้นยุค 2000
- การสนับสนุนสาเหตุทางสังคม: นอกเหนือจากดนตรี สมาชิกของวงยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมการกุศลและโครงการเพื่อสังคมมากมาย โดยเฉพาะการสนับสนุนสิทธิสตรีและการศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นในเนื้อหาของเพลงหลายเพลง
- อิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลัง: หลายศิลปินรุ่นใหม่ เช่น Little Mix, Fifth Harmony และ Ariana Grande ได้กล่าวถึง Destiny’s Child ว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำเพลงและการแสดง
- ความสำเร็จในระดับนานาชาติ: แม้จะเป็นวงจากอเมริกา แต่ Destiny’s Child ประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกของวง
- ในช่วงที่ Destiny’s Child กำลังมีชื่อเสียงสูงสุด รายการ MadTV ได้ออกอากาศการล้อเลียนมิวสิควิดีโอเพลง “Emotion” ของวง โดยเสียดสีพลวัตภายในวงและบอกเป็นนัยว่า Beyoncé โดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นๆ การล้อเลียนนี้ได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลาย บางคนมองว่าตลกขบขัน ในขณะที่บางคนเห็นว่าไม่ให้เกียรติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกวงได้หัวเราะและมองว่าเป็นเพียงมุกตลกในการสัมภาษณ์
ในช่วงที่ Destiny’s Child กำลังมีชื่อเสียงสูงสุด รายการ MadTV ซึ่งเป็นรายการล้อเลียนชื่อดัง ได้ทำมิวสิควิดีโอล้อเลียนเพลง “Emotion” ของวง โดยเสียดสีว่า Beyoncé โดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นๆ การล้อเลียนนี้ได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลาย บางคนมองว่าตลกขบขัน ในขณะที่บางคนเห็นว่าไม่ให้เกียรติกัน อย่างไรก็ตาม สมาชิกในวงไม่ได้ซีเรียสและมองว่าเป็นเพียงมุกตลกจากการให้คำสัมภาษณ์
Destiny’s Child ไม่เพียงแต่เป็นวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อวงการเพลง แฟชั่น และสังคมในวงกว้าง แม้วงจะแยกทางกันแล้ว แต่มรดกของพวกเธอยังคงมีชีวิตอยู่ผ่านผลงานเดี่ยวของแต่ละคนและอิทธิพลที่มีต่อศิลปินรุ่นใหม่
