นี่เรียนจบปริญญาโท ในสาขาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่สมัยปริญญาตรี เรียนเอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะ คอมพิวเตอร์ครึ่งนึง บัญชี พวกธุรกิจ การเงิน อะไรเทือกนี้ อีกครึ่งนึง
ถามว่าทำไมต้องเรียนปริญญาโท อาจจะหลายเหตุผลด้วยกัน
เหตุผลที่ต้องเรียนให้จบปริญญาตรี
สมัยก่อน รุ่นพ่อ แม่ เรา เขามีสายอาชีพ ปวช. ปวส. ก็ทำงานได้แล้ว แต่พอมายุคนี่กำลังเรียนมัธยม ในช่วงปี พ.ศ. 2540 อาจจะเพราะต้มยำกุ้งหรือเปล่า หรืออย่างไร กลายเป็นงานบริษัทเอกชนเน้นไปที่ปริญญาตรี เลยกลายเป็นต้องเรียนปริญญาตรี จนจบ และก็หางานทำ ซึ่งงานออฟฟิศของเอกชน ขั้นต่ำปริญญาตรีกันทั้งนั้น
ต่อปริญญาโททำไม
เรียนปริญญาโทมาสองครั้ง
ครั้งแรกเรียนตอนที่ทำงานมาแล้วประมาณ 2 ปี เนื่องจากคุณแม่อยากให้เป็นข้าราชการ จึงอยากให้เรียน ป.โท ไปด้วย และสอบ ก.พ. ไปด้วย นี่ก็ดึงเช็งเรื่องสอบ ก.พ. เพราะเป็นข้าราชการเงินเดือนมันน้อย ก็เป็นมุมมองของเด็กวัยรุ่นที่วิสัยทัศน์ไม่ก้าวไกลล่ะนะ เรียน MBA ซึ่งก็เรียนไม่จบ เพราะตอนนั้นไม่มีแรงบันดาลใจ เนื่องจากงานที่ทำเป็นงาน Monitor ระบบของโทรศัพท์มือถือค่ายนึง อยู่ใน Data Center ทำงานเป็นกะ กะละ 12 ชั่วโมง สลับ Day & Night สมัยเด็ก ๆ มันก็ทำได้แหละ และงานเอกชนมันดู Performance จบปริญญาสูง ๆ แต่ Performance ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
ต่อมาเมื่อได้เป็นข้าราชการแล้ว ตอนไปอบรมข้าราชการใหม่ วิทยากรท่านแนะนำให้คนที่ยังไม่ได้เรียนปริญญาโท ให้เริ่มสมัครเรียนได้เลย เมื่อเรียนจบก็จะครบเวลาทำงาน 4 ปี พอดี จะได้ยื่นปรับตำแหน่งได้เลย ไม่ต้องรอถึง 6 ปี สำหรับตำแหน่งปฏิบัติการ ที่ต้องการปรับเป็นตำแหน่งชำนาญการ ก็เลยหาข้อมูลและสมัคร โดยคุณแม่เป็นสปอนเซอร์ ก็เรียนจนจบภายในเวลา 2 ปี ตามหลักสูตร และตอนนี้ก็เตรียมทำผลงานเพื่อปรับตำแหน่งแล้ว ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า พ.ศ. 2569
ต่อปริญญาเอกไหม
สำหรับนี่คงไม่ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรแล้วในวงการราชการ ส่วนเพื่อนที่เรียน ป.โท ด้วยกัน ที่ลงทำวิทยานิพนธ์ ยกเลิกและเปลี่ยนแผนการเรียนกันหลายท่าน เป้าหมายจะเป็นด็อกเตอร์เริ่มริบหรี่จนดับสูญ ซึ่งเข้าใจได้ มันไม่ใช่ง่าย ๆ เลยนะสำหรับปริญญาเอก หรือแม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท นี่เคยทำตอนเรียน ป.โท ครั้งแรก หมอบสิ นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้เรียน MBA ไม่จบ
เพื่อนรอบตัวล่ะ
มีเพื่อนอยู่ 2 คน คนนึงจบปริญญาเอก จบสิ้นการส่งงานและได้รับผลตอบรับว่าจบแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รอเพียงสภามหาวิทยาลัยของนางอนุมัติเท่านั้น ชีวิตนางโลดโผนมาก เริ่มจากเรียนจบก็ทำงานกลางคืน เป็นงานโชว์ อะไรเทือกนั้น รับสอนเต้น ออกแบบท่าเต้น เป็นอาชีพเสริม ภาพตัดไม่เจอกันพักนึง กลายเป็นมันจบ ป.โท แล้ว และกำลังต่อ ป.เอก และเปลี่ยนมาทำงานด้านการศึกษา ก็ประหลาดใจอยู่เหมือนกัน
ส่วนเพื่อนอีกคนที่จบ ป.ตรี คนนี้ติดต่อกันเรื่อย ๆ คนนี้เริ่มจากทำงานบริษัท จนเปิดธุรกิจเอง จากเล็ก ๆ ก็ไปเจอแฟน และทำธุรกิจกับแฟน จนทุกวันนี้ร่ำรวย มีรถหรูหลายคัน มีบ้านหลักสิบล้าน มีคอนโดใจกลางเมือง มีลูกน้อง 200 กว่าคน และเลี้ยงเพื่อนดีมาก กินอยู่เปรมปรีย์
การศึกษาสำคัญไหม
สำหรับเด็กยุคนี้ นี่ไม่มีความรู้มากพอที่จะบอกได้ว่าสำคัญหรือไม่ เพราะหากต้องการเข้าสู่ระบบ ก็ต้องมีวุฒิ แต่ถ้าจะทำธุรกิจของตนเอง การศึกษาอาจไม่จำเป็น และในสมัยนี้ หากเป็นเอกอุ ในด้านไหน ก็สามารถมีตัวตนในสังคมได้ ทั้งแบบ Offline และ Online ด้วยนี่ไม่มีลูกหลาน จึงไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมาย ว่ากันจริง ๆ เด็กสมัยนี้ก็มีทั้งเรียนในระบบ กับทำตามความฝัน ก็ว่ากันไป ยังไงสังคมมันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยอยู่แล้ว
สำหรับนี่ การศึกษาสำคัญมาก ทำให้ได้เรียนรู้ เกิดความรู้ มีประสบการณ์ มีเพื่อน มีใบเบิกทางให้ประกอบสัมมาอาชีพได้ สำหรับชีวิตที่ต้องทำงานแลกเงินเดือน ไม่ว่าจะงานเอกชน หรือราชการ ก็ต้องการวุฒิการศึกษาทั้งนั้น แต่เพื่อนนี่ที่เป็นคนรวยไปแล้ว การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเรียนจบอะไรสูงส่ง แค่มีความรู้ทางธุรกิจก็พอ ส่วนเพื่อนที่เป็นด็อกเตอร์ ก็สร้างตัวตนจากความต้องการก้าวหน้าของชีวิตมัน ต่างคน ต่างใจ แต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้อยู่นะ
คงบอกไม่ได้หรอกว่าการศึกษาสำคัญหรือไม่สำคัญ รู้แต่ว่ารักชอบอะไร ก็ไแน่วแน่ไปทางนั้น ถ้าหากต้องมีการศึกษา ก็ศึกษา จะในระบบ หรือนอกระบบ ก็แล้วแต่ ขอเพียงมีความรู้ มีประสบการณ์ และลุยไปข้างหน้า และอย่าหยุดศึกษา ไม่ว่าจะวิชาการ หรือประสบการชีวิต