Posted in

เมื่อการเมืองไทยจะเหมือนกับอเมริกา

นี่เติบโตในประเทศไทย กับการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมมาตลอด จากข่าวสาร ครอบครัว บรรยากาศรอบตัว และอื่น ๆ นั้น มันได้หล่อหลอมนี่มาจนถึงปัจจุบัน ที่แนวความคิด และยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นั้นค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าอะไรเป็นอย่างไร และการคาดการณ์ทางการเมืองนั้นค่อนข้างแม่นยำ

ประชาธิปัตย์ จุดเริ่มต้นและความเปลี่ยนแปลง

สมัยเด็ก ๆ การเมืองในบ้านคือ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่ครอบครัวนี่เลือกมาตลอด การเลือกตั้งครั้งแรก ก็เลือกพรรคนี้ นี่โตมากับยุค นายชวน หลีกภัย และติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ ตั้งแต่รัฐประหารในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ซึ่งตอนนั้นยังเด็กมาก จำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจน) มาถึงยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีและกาแต่ครั้งนี้ได้ตัดสินใจชัดเจนว่ายังคงรักและภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์รยุบสภา จากนั้น นายชวน หลีกภัย ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีงาม แต่ภายในพรรคกลับมีปัญหาข่าวฉาวอย่าง สปก. 4-01 และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเลขาธิการพรรค

จากนั้น การเมืองไทยก็ผ่านยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และวิกฤต ต้มยำกุ้ง นำไปสู่การเข้ามาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวงการการเมือง และเหตุการณ์ ม็อบเผาบ้านเผาเมือง ปี 2553 ที่นำมาสู่รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงเวลานั้น ซึ่งนี่ยังคงยึดมั่นและชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์อยู่เสม

รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง

ช่วงเวลาที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 ในค่ำคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ข่าวการรัฐประหารก็แพร่สะพัดออกมา นี่เป็นการยึดอำนาจครั้งที่สองที่ได้ประสบพบเจอในชีวิต ครั้งแรกคือปี 2549 ซึ่งตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจการเมืองมากนัก ซึ่งจนถึง พ.ศ. นี้ ก็ยังปักใจรักพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ได้เปลี่ยนใจไปที่ไหน

แต่เมื่อ หัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้ามาบริหารประเทศโดยตรง แม้ว่าทหารจะมีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ นั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ซึ่งในยุคนั้นก็มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยด

รัฐธรรมนูญ 2560 รากฐานที่แข็งแกร่งและการต่อต้าน

นี่จำได้ว่ามี การทำประชามติรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 พร้อมกับคำถามพ่วงที่ให้ สว. มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าประชาชนรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในปี 2562 แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างต่อเนื่องจากนักการเมือง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ และคาดว่าจะไม่สำเร็จด้วย

แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้แตกต่างจากฉบับปี 2540 หรือ 2550 มากนัก เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นในเรื่อง ความซื่อสัตย์ สุจริต และจริยธรรม และเพิ่มบทลงโทษสำหรับนักการเมืองให้หนักขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักการเมืองหลายคนหวาดกลัวและต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จนประชาชนรู้สึกเอือมระอา ทั้งที่จริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่า ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีเพียงประเด็นเดียวที่น่าจะมีการแก้ไข คือ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นเรื่องที่ชวนให้เกิดความสงสัย และงงงวยเป็นอย่างมาก

การเลือกตั้ง 2562 การสืบทอดอำนาจและดาวรุ่งดวงใหม่

ทุกครั้งที่เกิดการรัฐประหาร มักจะมีการ สืบทอดอำนาจ โดยผู้ทำการยึดอำนาจเสมอ และครั้งนี้ก็ปรากฏในนาม พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเปรียบเสมือน “แกงโฮะ” ที่รวบรวม สส. จากหลายพรรค แต่ถึงกระนั้น คะแนนที่ได้ก็ยังคง แพ้พรรคเพื่อไทย อยู่ดี ทว่ารัฐธรรมนูญกลับกำหนดให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับ 1 ไม่ได้ สส. ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยในตอนนั้นเสียเปรียบอย่างมาก

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้อยู่ในสายตาของนี่อีกต่อไป และได้ สส. เพียงไม่ถึง 50 คน ถือเป็นช่วงเวลาที่ ตกต่ำอย่างมาก ของพรรค (แต่ก็ไม่เท่ากับปี 2566)

นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังเกิด ยุทธศาสตร์ “แตกแบงค์พัน” ของผู้มีบารมีเหนือพรรคเพื่อไทย โดยแตกออกเป็น 4 พรรคการเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พรรคไทยรักษาชาติ เล่นใหญ่เกินงามด้วยการดึงพระบรมวงศานุวงศ์มาเป็นสมาชิกพรรค จนถูก ยุบพรรค และตัดสิทธิ์การลงเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งเหล่านี้ คะแนนจึงตกไปเป็นของ พรรคอนาคตใหม่ ที่ก่อตั้งโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล รวมถึงทีมงานนิตยาสารฟ้าเดียวกัน (พวกล้มเจ้า) ที่ได้ สส. มาถึง 80 กว่าคนแบบงง ๆ

การเลือกตั้ง 2566 กระแสสามกีบและการหักมุมทางการเมือง

กระแส “สามกีบ” ที่ร้อนแรงในปี 2563 ได้ส่งอิทธิพลและ “ล้างสมอง” คนรุ่นใหม่ เด็ก วัยทำงาน ให้หันไปเลือก พรรคก้าวไกล (อดีตอนาคตใหม่) เป็นจำนวนมาก จนได้ สส. เป็นอันดับ 1 โดย พรรคเพื่อไทย ตกไปเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนที่ห่างกันเพียงเล็กน้อย

หากมองตามดีเอ็นเอแล้ว หลายคนมองว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเป็นกลุ่มเดียวกัน มีแนวคิดคล้ายกัน และน่าจะจับมือกันเพื่อเป็น รัฐบาลเสียงข้างมาก ที่แข็งแกร่ง จนฝ่ายค้านไร้ความหมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

การกลับมาของทักษิณ หลังจากหลบหนีคดีมานานถึง 17 ปี เกิดขึ้นจาก “ดีล” ที่ลึกลับและเป็นข่าวลือมาตลอด เพื่อกลับมาประเทศไทยและ “ต้านกระแสพรรคส้ม” หรือพรรคก้าวไกล ภาพการเมืองในตอนนั้นคือการที่พรรคเพื่อไทย เซ็นข้อตกลง (MOU) กับพรรคก้าวไกล แต่สุดท้ายกลับ “ฉีก” หรือ “ตระบัดสัตย์” ไปจับมือกับ ขั้วอนุรักษ์นิยม ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคภูมิใจไทย จนเกิดเป็น “รัฐบาลข้ามขั้ว” ที่น่าประหลาดใจคือ พรรคประชาธิปัตย์ คู่แค้นเก่าแก่ ก็เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยด้วยเช่นกัน ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง

“เสือหิว” และ “สันดาน”

การกลับมาของทักษิณ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งเดินทางไปศาล รับทราบโทษจำคุก 8 ปี และถูกนำตัวส่งเรือนจำ แต่กลับไปพักในห้องรับรองพิเศษ ไม่มีการทำทะเบียนประวัตินักโทษ ก่อนจะถูกส่งตัวไป โรงพยาบาลตำรวจ และนั่งเล่น นอนเล่น เป็นเวลา 181 วัน จนได้พักโทษ และออกมาพักโทษที่บ้าน สร้างความสงสัยให้กับประชาชนคนไทยอย่างมากว่า “ตกลงติดคุกจริงหรือไม่?” หรือ “ติดคุกหรือยัง?” และ “มีอภิสิทธิ์อะไรถึงไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว?”

ความอหังการของพรรคเพื่อไทย ในช่วงแรกที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏชัดเจนเมื่อมีการเสนอชื่อ “ทนายถุงขนม” ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การนำบุคคลซึ่งต้องคำพิพากษาของศาลมารับตำแหน่งนั้นทำไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าถูก ศาลรัฐธรรมนูญ พิพากษาว่า “ไม่ซื่อสัตย์สุจริตและไร้ซึ่งจริยธรรม” จนต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันนั้น ทักษิณได้เรียกแกนนำทุกพรรคร่วมรัฐบาลมาประชุมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่บ้าน โดยไม่ทราบว่าเขา “เกี่ยวอะไรด้วย?” “มีตำแหน่งอะไรในการเมือง?” “ในสภา?” หรือแม้กระทั่ง “ในพรรคเพื่อไทย?” นี่จึงเป็นที่มาของฉายา “สทร.” (เสือกทุกเรื่อง)

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ดูเหมือนจะ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” ทักษิณมีอำนาจอะไรเรียกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือ แบบนี้เป็นการครอบงำพรรคโดยบุคคลนอกหรือไม่ การที่ กกต. เป็นแบบนี้ ทำให้ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่สิ้นเปลืองภาษีมากที่สุดของประเทศไทย และไม่ทำประโยชน์อันใดให้กับบ้านเมือง

ในคืน “ปาร์ตี้มาม่า” ได้มีมติของพรรคร่วมฯ เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในวันรุ่งขึ้น กลับเกิด “พิธีกรรมวูดู” ในพรรคที่มีการ “เล่นละคร” เปลี่ยนชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก นายชัยเกษม เป็น “คุณหนูเล็ก” (ขอสงวนชื่อเพื่อไม่ให้เป็นเสนียด) ทำให้หลายคนสับสน พรรคร่วมฯ งงงวย และสุดท้าย นายกรัฐมนตรีคนที่สองของพรรคเพื่อไทยก็ถูก ศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” จากกรณีคลิปเสียงอัปยศ “ขายชาติ ขายแผ่นดิน” ในข้อหา “ไร้จริยธรรมในการดำรงตำแหน่ง” โชคดีที่ไม่เจอข้อหา “ซื่อสัตย์สุจริต” มิเช่นนั้นจะบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เหมือนนายเศรษฐา แต่ด้วยความ “โง่” เช่นนี้ คงไม่มีองค์กรไหนเอาอีนี่ไปบริหาร แม้กระทั่งบริษัทของพ่อมันเองก็ตาม

“สทร. เสือกทุกเรื่อง”

ด้วยความเชื่อใน “ดีล” ไม่ว่าทักษิณจะมีดีลกับฝ่ายใดก็ตาม การที่ไม่ยอมอยู่เงียบ ๆ และมีพฤติกรรม “เสมียนประเทศ” เสือกไปทุกเรื่อง นั้น สร้างความเอือมระอากับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการไม่ยอมติดคุก ร่วมกับการไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ของพรรคเพื่อไทย และการเกิดขึ้นของ “สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา” อันเป็นผลจากความขัดแย้งของ 2 ตระกูล แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยทั้งชายแดน ทหาร และทำร้ายความรู้สึกของคนไทยทุกคน ทำให้แม้แต่ “เสื้อแดง” ผู้ภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เริ่ม “ตาสว่าง” กันหมด แม้กระทั่งสาวก “พรรคส้ม” (ซึ่งตั้งชื่อพรรคแบบ “เสือก” เอา generic name มาใช้ เลวมาก) ก็เริ่มตาสว่างเช่นกัน

หนีตลอดชีวิต

วันที่เขียนบล็อกนี้ คือวันที่ 7 กันยายน 2568 ยังไม่ถึงวันที่ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำวินิจฉัยว่า การบังคับโทษของ “นช. ทักษิณ” เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฯ หรือไม่

แต่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ “เผ่น” ไปดูไบด้วยเครื่องบินส่วนตัว โดยสรุปคือ บินไปดูไบ แต่ “ตอแหล” ว่าไปหัวหิน แต่ในมือกลับถือ “พาสปอร์ต” ต่อมาอ้างว่าไปหาหมอที่สิงคโปร์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสนามบินก็งงว่า “ศาลอนุญาตให้ออกนอกประเทศแล้วหรือ?”

เล่นตลกด้วยการบินไปทางมาเลเซีย แต่กลับวนออกไปทางมหาสมุทรอินเดียอยู่สองรอบ แล้วจึงตรงไปลงที่ดูไบ พร้อมกับ รปภ. พ่อบ้าน แม่บ้าน และแม่ครัว แต่กลับโพสต์ X “ตอแหล” ว่าโดนดึงเรื่องอยู่ 2 ชั่วโมง ทำให้ลงที่สนามบินสิงคโปร์ไม่ได้ ต้องบินยาวไปดูไบ และจะกลับวันที่ 8 กันยายน เพื่อไปฟังคำสั่งศาลในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขันมาก และที่สำคัญ เป็นวันที่ทำให้คนไทยรู้จักแอป Flight Radar ติดตามเส้นทางบินของทักษิณกันทั้งประเทศ กับตอแหลได้ทั้งประเทศกันเลยทีเดียว

ทำไมถึงโกหก?

  • บอกไปหัวหิน: เมื่อโดนจับโป๊ะเรื่องพาสปอร์ต ก็เปลี่ยนไปบอกว่าไปสิงคโปร์ คนที่โกหกย่อมต้อง “ตอแหล”
  • มาหาหมอตอนนี้: ไม่ได้ป่วยจนต้องไปหาหมอ แต่ไปเพื่อ “ตรวจสอบตามรอบ” ไม่เลื่อนรอบตามที่กล่าวอ้าง? ปากบอกจะไปศาลไม่ใช่เหรอ?
  • เอาบริวารไปเยอะ: ไปหาหมอแค่ไม่กี่วัน จะเอาพ่อบ้าน แม่บ้าน แม่ครัวไปด้วยทำไม? มันต้องอะไรขนาดนั้น?
  • เลือกประเทศที่ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน: แน่นอนว่าดูไบไม่มีสนธิสัญญานี้ หรือแม้แต่เซอร์เบีย ที่ตนเองก็มีพาสปอร์ต ก็ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนเช่นกัน ส่วนสิงคโปร์นั้นมี!
  • คนในพรรคเพื่อไทยไม่รู้เลย: ในวันรุ่งขึ้น (5 กันยายน) มีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ในสภาฯ ลูกพรรคก็สับสน ตัว พ.ต.ท.ทักษิณเองก็พยายามยื้ออำนาจ ทั้งออกโปรโมชั่นดึงพรรคประชาชนให้มาเลือกข้างตนเอง การคุยกับผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้ม ผ่านแม่ของนายธนาธร การส่งนายภูมิธรรมและทีมไปคุยกับ “เท้งเต้ง” หรือ “ปดิพัทธ์” นี่มัน “โง่หรือบ้า?” ไปตระบัดสัตย์กับเขา ไปหักหลังเขา ด่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ มาตลอด 2 ปี พอถึงเวลาจะไป “จูบ” เขา เขาไม่ “ถีบ” กลับมาก็บุญแล้ว จนมารู้ว่าไม่สำเร็จ ก็วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปดูไบนั่นแหละ คนในพรรคมาให้สัมภาษณ์หรือพูดคุยทีหลังว่า “ไม่มีใครรู้ว่าทักษิณจะไปเลย”

ไม่มีวันที่คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นคุณแก่ทักษิณ

การ “เอาตัวทักษิณออกจากเรือนจำไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลตำรวจ” ไม่ได้ปฏิบัติตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิฯ อาญา) มาตรา 246 โดยไม่ได้ขออนุญาตศาลก่อน การที่ ราชทัณฑ์ จะเอากฎหมายอื่นใดมาอ้างก็ไม่เป็นผลทั้งสิ้น แล้วแบบนี้จะถือว่าการไปนอนที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นการ “รับโทษจำคุก” ไปแล้วได้อย่างไร?

การล่มสลายของพรรคเพื่อไทย

จากกรณี “คลิปหลุด” ของ “อีโง่” กับ นายฮุน เซน และรวมถึงการบริหารราชการแผ่นดินที่ “ล้มเหลว” ของพรรคเพื่อไทย การทำทุกอย่างเพื่อ “ประโยชน์ส่วนตน” โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนหรือจิตใจของคนไทย อย่างที่กล่าวมาข้างต้น “เสื้อแดง” เริ่ม “หายโง่” กันเกือบทั้งแผ่นดิน และสภาพของทักษิณ กับพรรคเพื่อไทยของมัน ก็เหมือน “หมาตาย” บรรดา สส. ทั้งหลาย ต้อง “หนีตาย” เหมือน “เห็บ” ที่กระโดดหนีจากซากหมาตาย ต่อให้ทักษิณจะส่งคนในครอบครัวคนไหน หรือใครมานำพรรค ก็ไม่สามารถเรียกคะแนนความนิยมกลับมาได้แล้ว สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งหน้า ที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า ปี 2569 พรรคเพื่อไทยคงเหลือจำนวน สส. ที่ได้ไม่ถึง 50 คน เป็นแน่แท้ หรือจริง ๆ อาจจะไม่ถึง 30 คนด้วยซ้ำ “จบสิ้นแล้วล่ะ พรรคเพื่อไทย

การเมืองแบบอเมริกา สองขั้วอำนาจที่แข็งแกร่ง

แม้รัฐธรรมนูญไทยจะเลียนแบบมาจากสหราชอาณาจักร แต่ฉากทัศน์ของการเมืองไทยกำลังจะเหมือน “อเมริกา” ที่เป็นการแข่งขันกันของ 2 พรรคหลัก หรือ Democrat และ Republican ซึ่งในไทย ก็คือ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ที่วันนี้คือ “ภูมิใจไทย” หรือ “พรรคสีน้ำเงิน” กับ “ขั้วส้ม (ล้มเจ้า)” ก็จะเหลือแค่ 2 ฝั่งนี้แหละ คงจะผลัดกัน ชิงไหว ชิงพริบ โดยมีพรรคตัวแปรอีกไม่กี่พรรค คงไม่มาแบบพรรคเล็ก พรรคน้อย อะไรมากมาย เหมือนที่ผ่านมาแล้ว

อนุรักษ์นิยมทั้งใจ

ถ้าพวก “ล้มเจ้า” มันไม่ล้มเจ้าแล้ว นี่ก็ไม่รังเกียจ ความพยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น ไม่สามารถทำได้ จะตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ก็ไม่ได้ เพราะจะทำอะไรต้อง “ประชามติ” ถามประชาชนก่อน ว่าจะแก้ไหม แน่นอนว่าไม่มีวันที่ประชาชนคนไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน และพวก “พรรคส้มล้มเจ้า” ก็จะ “เสื่อมความนิยม” ไปในท้ายที่สุด คนชั่วมันชั่วได้ไม่นานหรอก

IT officer, responsible for network communication systems and a chic person.

Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x